จีนผู้กอบกู้เศรษฐกิจโลก

จีนผู้กอบกู้เศรษฐกิจโลก

หลังจากเศรษฐกิจและการค้าโลกซึมเซามายาวนาน อันเนื่องมาจากพิษเรื้อรังของวิกฤตการเงินโลกครั้งใหญ่เมื่อปี 2008 บัดนี้ดูเหมือนจะเริ่มมีข่าวดีเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อมีรายงานออกมาว่าเศรษฐกิจจีนไตรมาสที่ 1 ปีนี้ขยายตัว 6.9% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์เล็กน้อย ที่สำคัญถือว่าขยายตัวต่อเนื่องกันสองไตรมาสเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

Shanghaiเศรษฐกิจแดนมังกรที่เติบโตต่อเนื่องนี้ ได้รับความสนใจค่อนข้างมากจากนักวิเคราะห์ ซึ่งถึงกับตั้งความหวังว่า หากสามารถรักษาระดับได้เช่นนี้ต่อไปก็น่าจะช่วยโอบอุ้มเศรษฐกิจโลกให้สดใสขึ้นได้ตลอดปี 2017

หลังจากถูกมองว่าสูญเสียบทบาทพระเอกไปในช่วงไม่กี่ปีมานี้เมื่อเศรษฐกิจจีนขยายตัวต่ำกว่า 10%การกระเตื้องขึ้นของเศรษฐกิจจีนครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐที่กลับมาอ่อนแอหลังจากการบริโภคไตรมาสแรกถดถอยลงอย่างน่าประหลาดใจ ยอดขายปลีกลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 สวนทางกับสัญญาณดี ๆ ก่อนหน้านี้

การขยายตัวของจีดีพีจีนไตรมาสแรกดังกล่าว ถูกขับเคลื่อนด้วยความแข็งแกร่งของตลาดที่อยู่อาศัย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การส่งออกและค้าปลีก ซึ่งจีนสามารถทำให้สิ่งเหล่านี้ขยายตัว โดยไม่เสี่ยงต่อการทำให้ภาวะหนี้ย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม ซึ่งเป็นพัฒนาการที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์รู้สึกพอใจ หลังจากช่วงที่ผ่านมาปัญหาหนี้ที่กองเป็นภูเขาเลากาของจีนได้สร้างความวิตกค่อนข้างมาก

เหตุที่นักวิเคราะห์ตื่นเต้นกับการเติบโตเกินคาดของจีดีพีจีนก็เพราะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 รองจากอเมริกา หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลกโดยรวม

“ราจิฟ บิสวอส” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิกของ ไอเอชเอสมาร์กิต ในสิงคโปร์ ระบุว่า การที่เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวจะสร้างผลกระทบทางบวกต่อเศรษฐกิจโลก

โดยตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงผ่านความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนราคาโภคภัณฑ์ให้ขยับขึ้น นอกจากนี้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหมดในเอเชียจะได้รับผลดีเช่นกัน

“การพลิกตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นตัวชี้วัดทางบวกมาก ๆ ให้กับเศรษฐกิจโลกและเอเชีย-แปซิฟิกในปีนี้ รวมทั้งจะช่วยสนับสนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกในระยะใกล้นี้ ขณะเดียวกันการฟื้นตัวของยอดขายค้าปลีกมีความสำคัญเป็นพิเศษเพราะนั่นแสดงว่าการบริโภคของจีนยังแข็งแกร่ง”บิสวอสกล่าว

ในเดือนมีนาคมจีนนำเข้าจากชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) พุ่งขึ้น 22.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าจากสิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึง 41.5% นำเข้าจากออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศที่มีโภคภัณฑ์เป็นสินค้าส่งออกหลักเพิ่มขึ้น 75% อันเป็นหลักฐานแสดงว่าเมื่อเศรษฐกิจจีนขยับขึ้นส่งอานิสงส์ต่อประเทศอื่น ๆ อย่างไร

นอกจากนี้ข้อมูลอื่น ๆ ยังบ่งบอกว่าการปรับสมดุลใหม่ของโครงสร้างเศรษฐกิจจีนกำลังเกิดขึ้น โดยจะเห็นว่าไตรมาสแรก การบริโภคมีสัดส่วน 77.2% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งมีสัดส่วน 64.6%

ปัจจุบันจีนอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่จากเดิมพึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกเป็นหลัก ปรับเปลี่ยนมาเน้นพึ่งพาภาคบริการและบริโภค อันเป็น

รูปแบบเดียวกับเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอย่างอเมริกาหรือเยอรมนี เพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายว่าจะรักษาการเติบโตไม่ต่ำกว่า 6.5% ต่อปี

“ทอม ออร์ลิก” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของบลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ ในปักกิ่ง ชี้ว่าการที่จีดีพีจีนขยายตัวมากที่สุดนับจากปี 2012 ในครั้งนี้ ทำให้ความเสี่ยงทางการเงินสามารถควบคุมได้ สามารถบริหารจัดการปัญหาการกู้ยืมเงินมากเกินไปได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันตลาดแรงงานก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยพบว่าอัตราการว่างงานลดลง ในเมืองใหญ่ ๆ ลดลงต่ำกว่า 5% โดยตลอดไตรมาสแรกมีการจ้างงานเพิ่ม 3.34 ล้านตำแหน่ง

ตัวบ่งชี้ในทางบวกดังกล่าวทำให้บรรดานักวิเคราะห์ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีของจีนตลอดปีนี้ เช่น จู ไห่ปิน นักเศรษฐศาสตร์ เจพีมอร์แกนฯ ของฮ่องกง ปรับเพิ่มจาก 6.6% เป็น 6.7% หยาง จ้าว แห่งโนมูระ โฮลดิ้ง ปรับจาก 6.5% เป็น 6.7%

หากเศรษฐกิจจีนยังรักษาแนวโน้มขาขึ้นได้ต่อเนื่อง ก็ไม่ผิดนักถ้าจะพูดว่าจีนได้กลับมาเป็นพระเอกอุ้มเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

ที่มา ประชาชาติ

https://web.facebook.com/nk.acct

This article was written by admin2

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น