ส่งออกส่อวิกฤต

ส่งออกส่อวิกฤต

          #ส่งออกไทยในฐานะหัวจักรตัวใหญ่สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะโตต่ำไปอีกนานเท่าไร เป็นคำถามใหญ่ที่ใคร ๆ ก็ถาม แต่คำตอบคืออะไรยังเป็นสิ่งที่คนในแวดวงเศรษฐกิจมหภาค คนทำการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงข้าราชการในกระทรวงพาณิชย์และทีมเศรษฐกิจรัฐบาลก็ยังไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจนได้

          แต่ตัวเลขที่เห็นชัดคือมูลค่าส่งออกไทยเติบโตต่ำลงเรื่อยๆ ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จากช่วงปี 2544-2550 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 14.9% ก็ค่อย ๆ ลดลงมาโตเฉลี่ยปีละ 7% ในช่วงปี 2550-2554 กระทั่ง 5 ปีหลังมานี้ (ปี 2554-2558) ขยายตัวเฉลี่ยเพียงปีละ 1.9% เท่านั้น

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากตลาดการค้าโลกชะลอตัวเท่านั้น แต่กำลังบ่งชี้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ “กดทับ” การส่งออกไทยให้ “โตต่ำ” ต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้“สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์” ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงได้นำเสนองานวิจัยในชุด “เศรษฐศาสตร์เข้าท่า ฉบับที่ 16 เรื่อง จุลทรรศน์ภาคส่งออกไทย : ส่งออกยุคผลัดใบ เลือดใหม่เร่งขับเคลื่อน” ต่อจาก “เศรษฐศาสตร์เข้าท่า ฉบับที่ 11 เรื่อง จุลทรรศน์ภาคส่งออกไทย : 5 ข้อเท็จจริงจากข้อมูลการส่งสินค้า 500 ล้านรายการ”

5 ข้อเท็จจริงส่งออกไทย

#ทีมวิจัยที่นำโดย “ดร.ปิติ ดิษยทัต”, “ทศพล อภัยทาน” และ “ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์” ได้นำข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของกรมศุลกากรในช่วงปี 2544-2558 กว่า 500 ล้านรายการมาวิเคราะห์โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของไทย ซึ่งได้ข้อสรุปออกมาเป็น 5 ข้อเท็จจริง คือ 1) ภาคส่งออกไทยกระจุกตัวในระดับสูงมาก โดยข้อมูลในปี 2558 พบว่า ผู้ส่งออกรายใหญ่เพียง 5% มีสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 88% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งการกระจุกตัวที่สูงสะท้อนความเปราะบางของภาคส่งออก เพราะหากมีเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงที่เกิดกับผู้เล่นรายใหญ่บางราย สินค้าสำคัญบางรายการ หรือตลาดหลักบางแห่ง ก็จะสามารถส่งผลสะเทือนต่อการส่งออกโดยรวมได้โดยง่าย

แล้วหากมองในมิติของสินค้าและตลาดพร้อมกัน ยังพบว่า ผู้ส่งออกส่วนมากขาดความหลากหลายของสินค้าและตลาด โดย 33% ของจำนวนผู้ส่งออกทั้งหมด ส่งออกสินค้าเพียงชนิดเดียวไปยังตลาดเดียวเท่านั้น และมีสัดส่วนมูลค่าส่งออกเพียง 19% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ขณะที่ผู้ส่งออกที่มีความหลากหลายคือมีสินค้ามากกว่า 30 ชนิด ขายในตลาดมากกว่า 30 แห่ง ที่มีจำนวนเพียง 0.8% แต่มีสัดส่วนมูลค่าส่งออกสูงถึง 38.7% สะท้อนว่าส่งออกไทยถูกขับเคลื่อนโดยผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย ซึ่งมีกิจกรรมการส่งออกมากกว่าผู้เล่นรายเล็กที่มีจำนวนมากกว่า

“ทศพล อภัยทาน”
หนึ่งในทีมนักวิจัย เปิดเผยว่า จำนวนผู้ส่งออกรายใหญ่ 5% ที่ครอบครองมูลค่าการส่งออกสูงถึง 88% นั้น กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้ามากที่สุด รองลงมาได้แก่ ยางและเคมีภัณฑ์ และยานยนต์

ส่วนข้อเท็จจริงที่ 2) พบว่า ธุรกิจไทยกว่า 4 แสนราย มีเพียง 12.2% เท่านั้นที่มีการค้าขายระหว่างประเทศ และมีเพียง 5.7% ที่ทำธุรกิจส่งออก ซึ่งยิ่งตอกย้ำภาพการกระจุกตัวของภาคส่งออก 3) บริษัทส่งออกมีคุณสมบัติและศักยภาพเหนือบริษัทอื่น เนื่องจากมีขนาดใหญ่กว่าเมื่อพิจารณาในแง่รายได้ มีผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) สูงกว่า มีการกู้ยืมมากกว่า และมีประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์มากกว่า ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ส่งออกที่เก่งไม่ใช่เพราะทำส่งออก แต่เพราะเก่งจึงสามารถทำส่งออกได้

4) ภาคส่งออกมีการหมุนเวียนของผู้เล่นสูง โดยพบว่า ปีหนึ่ง ๆ จะมีผู้ส่งออกหน้าใหม่เข้ามาในสนาม 37% และยังพบด้วยว่า ในปีถัดไปจะมีผู้ส่งออกในปริมาณที่ใกล้เคียงกันหายไปจากธุรกิจ ซึ่งผู้เล่นที่หมุนเวียนในแต่ละปีล้วนเป็นรายเล็กที่มีสัดส่วนในมูลค่าส่งออกน้อยมาก และ 5) อัตราการอยู่รอดของผู้ส่งออกหน้าใหม่ต่ำ โดยพบว่า 63% ของผู้เล่นหน้าใหม่จะหายไปจากสนามภายในปีแรก และโอกาสรอดในปีถัด ๆ ไปจะยิ่งลดลง โดยมีโอกาสรอดอยู่ถึง 5 ปีเพียง 14% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากอยู่รอดเกิน 5 ปีได้ ก็มีแนวโน้มที่จะออกจากตลาดค่อนข้างน้อยลง หรืออาจกล่าวได้ว่า 5 ปีคือระยะเวลาทดสอบความแกร่งของผู้ส่งออกหน้าใหม่

#ส่งออกยุคผลัดใบ เลือดใหม่ขับเคลื่อน

แม้ภาพรวมการเติบโตของมูลค่าส่งออกในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา (2544-2558) ขับเคลื่อนด้วยผู้ส่งออกหน้าเก่า โดยมีผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามาเป็นส่วนเสริม แต่ในงานวิจัยซีรีส์ล่าสุด เรื่อง “ส่งออกยุคผลัดใบ เลือดใหม่เร่งขับเคลื่อน”ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2554-2558) ผู้เล่นเดิมในตลาดอ่อนแรงลงค่อนข้างมาก และการส่งออกเติบโตมาจากผู้เล่นหน้าใหม่ (ดูกราฟประกอบ)

โดยผู้ส่งออกรายใหม่มีการเติบโตของมูลค่าการส่งออกในทุกตลาดได้ถึง 2.4% ขณะที่ผู้ส่งออกเดิมกลับฉุดรั้งมูลค่าส่งออกให้ -0.5% สะท้อนความยากลำบากในการปรับตัวของผู้เล่นรายเดิมที่ต้องเผชิญการถดถอยของการส่งออกสินค้าเดิมในตลาดเดิม จนอาจกล่าวได้ว่า ผู้ประกอบการเดิมที่เคยเป็นกำลังหลัก ไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเติบโตของการส่งออกอย่างในอดีตและภาคส่งออกไทยกำลังฝากอนาคตไว้กับผู้เล่นหน้าใหม่จนอาจเรียกว่าเป็น“ยุคผลัดใบ”

ดังนั้นการอยู่รอดของผู้ส่งออกหน้าใหม่และพัฒนาการของผู้ประกอบการเหล่านี้ จึงถือเป็น กุญแจสำคัญของการเติบโตภาคส่งออกไทยในอนาคต และนโยบายที่เกี่ยวข้องต้องเอื้อให้ผู้เล่นหน้าใหม่อย่างเหมาะสม หรือสามารถขยายขอบเขตของผู้ส่งออกเดิมได้อย่างเหมาะสม แม้จะเป็นตลาดที่อยู่ตัวแล้วก็ตาม เพราะบทเรียนสำคัญคือ หากประเทศไทยยังพะวงอยู่กับฐานการส่งออกเดิม ๆ ก็คงไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเป็นแน่

#จับตาการหมุนเวียนของผู้ประกอบการ

อีกทั้งคณะผู้วิจัยยังได้วิเคราะห์การหมุนเวียนของผู้ส่งออกอย่างละเอียดซึ่งพบว่าหากแบ่งกลุ่มประเทศคู่ค้าเป็น10กลุ่มหลักพบว่าในช่วงปี 2554-2558 ตลาดที่มีการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ ออสเตรเลีย สหรัฐ ซึ่งมาจากแรงขับเคลื่อนของผู้ส่งออกรายเดิมที่อยู่รอด ที่ทำให้การส่งออกรวมในทั้ง 2 ตลาดเติบโต 9.3% และ 5.6% ตามลำดับ

แต่หากมองไปยังตลาดอื่น ๆ กลับพบว่า ผู้ส่งออกหน้าใหม่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นที่ช่วยพยุงไม่ให้การส่งออกหดตัวมากนัก โดยเฉพาะในตลาดจีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และประเทศอื่น ๆ ที่การส่งออกโดยผู้ส่งออกรายเดิมหดตัว -3.4%, -3.6%, -2.9% และ -1.8% ตามลำดับ แต่ในตลาดเดียวกัน ผู้ส่งออกรายใหม่สามารถขยายตัวได้ 3.6%, 2%, 2.9% และ 1.9% ตามลำดับ

อีกทั้งเมื่อวิเคราะห์การเติบโตเฉลี่ยตามประเภทของสินค้า ซึ่งแบ่งเป็น 10 กลุ่มหลักพบว่า การส่งออกในหมวดยานยนต์ หมวดเบ็ดเตล็ด มีการเติบโตอย่างโดดเด่น 13.1% และ 8.7% ตามลำดับ และมีผู้ส่งออกรายเดิมที่ยังคงอยู่ในธุรกิจเป็นกำลังสำคัญ โดยใน 2 หมวดนี้มีผู้ส่งออกรายเดิมที่ยังคงอยู่ (stay) 1,380 ราย และ 3,257 ราย จากผู้เล่นทั้งหมด 4,272 ราย และ 9,394 ราย ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับสินค้าประเภทอื่น ๆ กลับพบว่า การขยายตัวของการส่งออกมีผู้ส่งออกหน้าใหม่เป็นกำลังสำคัญ โดยเฉพาะในหมวดผลิตภัณฑ์เกษตร หมวดผลิตภัณฑ์ไม้และหนัง และหมวดโลหะและวัสดุภัณฑ์ ที่เติบโต 4.8%, 5.0% และ 2.9% ขณะที่มูลค่าการส่งออกของผู้ส่งออกรายเดิมกลับหดตัว -4.9%, -0.7% และ -1.7% ตามลำดับ

ขณะเดียวกันยังพบว่า ในหมวดสินค้าเสื้อผ้าและสิ่งทอ หมวดสินค้าโลหะและวัสดุภัณฑ์ หมวดเบ็ดเตล็ด มีผู้ส่งออกรายเดิมออกจากตลาด (exit) มากเป็นอันดับต้น ๆ

ข้อมูลเหล่านี้จึงทำให้เห็นถึงบทบาทของการหมุนเวียนของผู้ประกอบการที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการส่งออกโดยรวมซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งที่ควรคำนึงถึงในการ”วัดชีพจร”ของภาคส่งออกและเป็นสิ่งที่ทีมนักวิจัยฝากไว้

ที่มา ประชาชาติ

https://line.me/R/ti/p/%40nk-acc

fb.me/nk.acct

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น