การฟอกเงิน

ความหมายของการฟอกเงิน

      “การฟอกเงิน”  (Money Laundering) คือ การเปลี่ยนแปลงเงิน หรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานให้กลายเป็นเงิน หรือทรัพย์สินที่ดูเสมือนหนึ่งว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้มาโดยไม่ชอบ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี  เช่น  การนำเงินออกไปนอกประเทศ   การฝากเงินกับสถาบันการเงิน   การตั้งบริษัท  หรือกิจการขึ้นบังหน้า
การซื้อขายที่ดิน  การแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลอื่น  การให้ผู้อื่นถือเงิน  หรือทรัพย์สินไว้แทน

prison ฟอกเงิน

แหล่งที่มาของการฟอกเงิน
แหล่งที่มาของเงินที่ต้องการฟอกนั้นจะมีแหล่งใหญ่ ๆ ด้วยกัน 10 แหล่ง คือ
(1) เงินจากการค้ายาเสพติด
(2) เงินจากวงการเมือง
(3) เงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชน
(4) เงินจากวงการพนัน
(5) เงินสินบน
(6) เงินจากบริษัท
(7) เงินส่วนตัวที่ต้องปกปิด
(8) เงินจากกลุ่มเศรษฐี
(9) เงินจากรัฐ
(10) เงินนอกระบบอื่น ๆ

ความผิดมูลฐาน
ความผิดมูลฐาน ความผิดมูลฐาน หรือความผิดที่เป็นฐานที่ทำให้เกิดรายได้นำไปสู่การฟอกเงิน
ในกฎหมายได้กำหนดไว้ 7 ฐานความผิด คือ
(1) ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด
(2) ความผิดเกี่ยกวับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา
(3) ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา หรือ
ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
(4) ความผิดเกี่ยวกับการยักยอก หรือฉ้อโกง หรือประทุษร้ายต่อทรัพย์ หรือ
กระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์
(5) ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ใน
การยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา
(6) ความผิดเกี่ยวกับการกรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ที่กระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่
หรือซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา
(7) ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีนิติบุคคล

          ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ และหมายความรวมถึงนิติบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้จทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ด้วย ดังนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล มีดังนี้
(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ได้แก่
ก. บริษัท จำกัด
ข. บริษัทมหาชน จำกัด
ค. ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ง. ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน
(2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลในประเทศไทย ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไข ข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
ก. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น เข้ามากระทำกิจการในประเทศไทย (มาตรา 66 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร)
ข. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น กระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย (มาตรา 66 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร)
ค. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น กระทำกิจการอื่นๆรวมทั้งในประเทศไทยและกิจการที่กระทำนั้นเป็นกิจการขนส่งระหว่างประเทศ (มาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร)
ง. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย (มาตรา 70)
จ. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามมาตรา 76 วรรคสอง และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ได้จำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นที่กันไว้จากกำไร หรือถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย
(มาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร)
ฉ. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น มิได้เข้ามาทำกิจการในประเทศไทยโดยตรง หากแต่มีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ ในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย (มาตรา 76 ทวิ)

บริษัทจำกัด
(3) กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้า หรือหากำไร โดย
ก. รัฐบาลต่างประเทศ
ข. องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ
ค. นิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
(4) กิจการร่วมค้า (Joint Venture) ได้แก่ กิจการที่ดำเนินการร่วมกัน เป็นทางค้าหรือหากำไร ระหว่างบุคคลดังต่อไปนี้คือ
ก. บริษัทกับบริษัท
ข. บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ค. ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ง. บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา
จ. บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
ฉ. บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนสามัญ
ช. บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับนิติบุคคลอื่น
(5) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการ ซึ่งมีรายได้แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิ หรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศ กำหนดให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล
(6) นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

ประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง

ประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง
เรื่อง การยื่นจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด
ผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration)
พ.ศ. ๒๕๖๐

ประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง

จีนผู้กอบกู้เศรษฐกิจโลก

จีนผู้กอบกู้เศรษฐกิจโลก

หลังจากเศรษฐกิจและการค้าโลกซึมเซามายาวนาน อันเนื่องมาจากพิษเรื้อรังของวิกฤตการเงินโลกครั้งใหญ่เมื่อปี 2008 บัดนี้ดูเหมือนจะเริ่มมีข่าวดีเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อมีรายงานออกมาว่าเศรษฐกิจจีนไตรมาสที่ 1 ปีนี้ขยายตัว 6.9% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์เล็กน้อย ที่สำคัญถือว่าขยายตัวต่อเนื่องกันสองไตรมาสเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

Shanghaiเศรษฐกิจแดนมังกรที่เติบโตต่อเนื่องนี้ ได้รับความสนใจค่อนข้างมากจากนักวิเคราะห์ ซึ่งถึงกับตั้งความหวังว่า หากสามารถรักษาระดับได้เช่นนี้ต่อไปก็น่าจะช่วยโอบอุ้มเศรษฐกิจโลกให้สดใสขึ้นได้ตลอดปี 2017

หลังจากถูกมองว่าสูญเสียบทบาทพระเอกไปในช่วงไม่กี่ปีมานี้เมื่อเศรษฐกิจจีนขยายตัวต่ำกว่า 10%การกระเตื้องขึ้นของเศรษฐกิจจีนครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐที่กลับมาอ่อนแอหลังจากการบริโภคไตรมาสแรกถดถอยลงอย่างน่าประหลาดใจ ยอดขายปลีกลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 สวนทางกับสัญญาณดี ๆ ก่อนหน้านี้

การขยายตัวของจีดีพีจีนไตรมาสแรกดังกล่าว ถูกขับเคลื่อนด้วยความแข็งแกร่งของตลาดที่อยู่อาศัย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การส่งออกและค้าปลีก ซึ่งจีนสามารถทำให้สิ่งเหล่านี้ขยายตัว โดยไม่เสี่ยงต่อการทำให้ภาวะหนี้ย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม ซึ่งเป็นพัฒนาการที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์รู้สึกพอใจ หลังจากช่วงที่ผ่านมาปัญหาหนี้ที่กองเป็นภูเขาเลากาของจีนได้สร้างความวิตกค่อนข้างมาก

เหตุที่นักวิเคราะห์ตื่นเต้นกับการเติบโตเกินคาดของจีดีพีจีนก็เพราะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 รองจากอเมริกา หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลกโดยรวม

“ราจิฟ บิสวอส” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิกของ ไอเอชเอสมาร์กิต ในสิงคโปร์ ระบุว่า การที่เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวจะสร้างผลกระทบทางบวกต่อเศรษฐกิจโลก

โดยตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงผ่านความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนราคาโภคภัณฑ์ให้ขยับขึ้น นอกจากนี้ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหมดในเอเชียจะได้รับผลดีเช่นกัน

“การพลิกตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นตัวชี้วัดทางบวกมาก ๆ ให้กับเศรษฐกิจโลกและเอเชีย-แปซิฟิกในปีนี้ รวมทั้งจะช่วยสนับสนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกในระยะใกล้นี้ ขณะเดียวกันการฟื้นตัวของยอดขายค้าปลีกมีความสำคัญเป็นพิเศษเพราะนั่นแสดงว่าการบริโภคของจีนยังแข็งแกร่ง”บิสวอสกล่าว

ในเดือนมีนาคมจีนนำเข้าจากชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) พุ่งขึ้น 22.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าจากสิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึง 41.5% นำเข้าจากออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศที่มีโภคภัณฑ์เป็นสินค้าส่งออกหลักเพิ่มขึ้น 75% อันเป็นหลักฐานแสดงว่าเมื่อเศรษฐกิจจีนขยับขึ้นส่งอานิสงส์ต่อประเทศอื่น ๆ อย่างไร

นอกจากนี้ข้อมูลอื่น ๆ ยังบ่งบอกว่าการปรับสมดุลใหม่ของโครงสร้างเศรษฐกิจจีนกำลังเกิดขึ้น โดยจะเห็นว่าไตรมาสแรก การบริโภคมีสัดส่วน 77.2% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งมีสัดส่วน 64.6%

ปัจจุบันจีนอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่จากเดิมพึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกเป็นหลัก ปรับเปลี่ยนมาเน้นพึ่งพาภาคบริการและบริโภค อันเป็น

รูปแบบเดียวกับเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอย่างอเมริกาหรือเยอรมนี เพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายว่าจะรักษาการเติบโตไม่ต่ำกว่า 6.5% ต่อปี

“ทอม ออร์ลิก” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของบลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ ในปักกิ่ง ชี้ว่าการที่จีดีพีจีนขยายตัวมากที่สุดนับจากปี 2012 ในครั้งนี้ ทำให้ความเสี่ยงทางการเงินสามารถควบคุมได้ สามารถบริหารจัดการปัญหาการกู้ยืมเงินมากเกินไปได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันตลาดแรงงานก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยพบว่าอัตราการว่างงานลดลง ในเมืองใหญ่ ๆ ลดลงต่ำกว่า 5% โดยตลอดไตรมาสแรกมีการจ้างงานเพิ่ม 3.34 ล้านตำแหน่ง

ตัวบ่งชี้ในทางบวกดังกล่าวทำให้บรรดานักวิเคราะห์ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีของจีนตลอดปีนี้ เช่น จู ไห่ปิน นักเศรษฐศาสตร์ เจพีมอร์แกนฯ ของฮ่องกง ปรับเพิ่มจาก 6.6% เป็น 6.7% หยาง จ้าว แห่งโนมูระ โฮลดิ้ง ปรับจาก 6.5% เป็น 6.7%

หากเศรษฐกิจจีนยังรักษาแนวโน้มขาขึ้นได้ต่อเนื่อง ก็ไม่ผิดนักถ้าจะพูดว่าจีนได้กลับมาเป็นพระเอกอุ้มเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

ที่มา ประชาชาติ

https://web.facebook.com/nk.acct

สงกรานต์การเงินสะพัด

เมื่อวันที่ 16 เมษายน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้คึกคักกว่าปีที่ผ่านมา โดยประเมินจากตัวเลขยอดจองโรงแรมของสมาคมโรงแรมไทยที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว และมียอดจองเต็มในบางพื้นที่ รวมทั้งจำนวนเที่ยวบินเช่าเหมาลำและเที่ยวบินพิเศษระหว่างวันที่ 13 – 17 เมษายน มีมากถึง 28 เที่ยวบิน และมีการปรับเพิ่มเที่ยวบินภายในประเทศถึง 249 เที่ยวบิน ส่งผลให้มีเงินสะพัดหมุนเวียนในช่วงนี้สูงกว่าปีที่แล้ว โดยคาดว่ารายได้รวม 5 วันจะอยู่ที่ราว 8,000 – 16,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 12 – 14 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยของผู้บริโภคในเดือนมีนาคมล่าสุด ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 อยู่ที่ระดับ 76.8 เป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี นอกจากนี้ราคาสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย ก็ปรับตัวดีขึ้น ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภค ที่เป็นเกษตรกร มีมากขึ้น รวมทั้งการส่งออกมีแนวโน้มสดใสหลังจากผ่านไป 2 ไตรมาส ส่งผลให้คนไทยจับจ่ายใช้สอยและเดินทางท่องเที่ยวทั่วประเทศมากขึ้น บวกกับมีรายได้จากนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในช่วงสงกรานต์จำนวนมาก

“นายกรัฐมนตรีพอใจที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น และมีเงินหมุนเวียนในช่วงสงกรานต์จำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา รวมทั้งดีใจที่เห็นคนไทยมีความสุขและรอยยิ้ม ได้อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวในบรรยากาศของเทศกาลปีใหม่ไทย พร้อมกำชับให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ให้ตรวจสอบสถานะของโรงแรมที่พักและมัคคุเทศก์ในแต่ละพื้นที่ว่ามีใบอนุญาตหรือจดทะเบียนถูกต้องหรือไม่และเร่งปรับปรุงให้ดีขึ้น เนื่องจากได้รับรายงานว่า มีโรงแรมบางแห่งที่เปิดให้บริการโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้ประกอบการรายอื่นที่ดำเนินการอย่างถูกต้องและเสียภาษีให้กับรัฐ เช่นเดียวกับมัคคุเทศก์เถื่อนที่มักแฝงตัวกับทัวร์ต่างชาติ คอยรับส่วนแบ่งจากบริษัททัวร์โดยที่ตัวเองไม่ได้จดทะเบียน ทำให้มัคคุเทศก์ที่ทำถูกต้องได้รับความเดือดร้อน” พล.ท.สรรเสริญกล่าว

ที่มา ประชาชาติ
line id: @nk-acc
www.nandkaccounting.com

สิทธิผู้เสียภาษี

สิทธิผู้เสียภาษี

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิตามกฎหมายโดยสรุปดังนี้

1. การผ่อนชำระภาษี
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามแบบ ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 91ที่มีจำนวนเกินกว่า 3,000 บาท สามารถแบ่งจ่ายงวดละเท่าๆกัน ไม่เกิน 3 งวด โดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับ เงินเพิ่มภาษีอากรที่ค้างชำระ โดยยื่นคำร้องขอผ่อน ภายใต้หลักเกณฑ์การผ่อนชำระของกรมสรรพากร
2. การยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษี
กรณีที่ผู้เสียภาษีถูกประเมินภาษีอากร หากไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือ (แบบ ภ.ส.6) ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน
และหากได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วยังไม่เห็นด้วยก็มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์จากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หากไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา ผู้เสียภาษีไม่มีสิทธิอุทธรณ์ใดๆ และต้องชำระภาษี พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามการประเมินให้ครบถ้วน
3. ขอทุเลาการชำระภาษีอากรโดยจัดให้มีหลักประกันการชำระหนี้ภาษีอากรค้าง
การใช้สิทธิอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ ทุเลาการเสียภาษีอากร ผู้เสียภาษีที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินให้ชำระภาษี มีหน้าที่ต้องชำระภาษ๊ตามการประเมินนั้น ภายในกำหนดเวลาที่ได้แจ้งไว้ในหนังสือแจ้งการประเมิน อย่างไรก็ตาม หากต้องการรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือคำพิพากษา ผู้เสียภาษีมีสิทธิยื่นคำร้องขอทุเลาการชำระภาษี โดยจัดให้มีหลักประกัน
การชำระหนี้ภาษีอากรด้วยหลักทรัพย์ต่างๆ ภายใต้หลักเกณฑ์ตามระเบียบของกรมสรรพากร
4. ของดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีอากร
ผู้เสียภาษีที่มีหน้าที่ยื่นแบบฯ และชำระภาษีอากรให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย หากมิได้ยื่นแบบฯ หรือชำระภาษีภายในกำหนดเวลา ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายนอกเหนือจากเงินภาษีที่ต้องชำระอีกด้วย อย่างไรก็ดี หากการกระทำความผิดมีเหตุอันควรผ่อนผัน ผู้เสียภาษีอาจมีคำร้องเป็นหนังสือของดหรือลดเบี้ยปรับและอาจได้รับการพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับให้ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ สำหรับเงินเพิ่มไม่มีกฎหมายใด ให้อำนาจเจ้าพนักงานฯงดหรือลดให้ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาชำระหรือนำส่งภาษีและได้มีการชำระหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายแล้ว เงินเพิ่มจะลดลงมาเหลือเพียงกึ่งหนึ่ง
5. ขอคัดเอกสารหรือขอสำเนาเอกสาร
ผู้เสียภาษีมีสิทธิขอคัดเอกสารหรือขอสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีของตนเองได้ เช่น ขอคัดสำเนาแบบแสดงรายการภาษีของตนเอง หรือใบเสร็จรับเงินค่าภาษีแต่ละประเภทที่เป็นของตนเอง เป็นต้น

อ้างอิงจาก กรมสรรพกร

www.nandkaccounting.com

ส่งออกเสื้อผ้าสดใส

ส่งออกเสื้อผ้าไทยสดใส เติบโต 2-3%

นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์

          นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวภายหลังร่วมเปิดงาน “Export Garment Fair” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 มีนาคม – 2 เมษายน 2560 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ อาคารแสดงสินค้า 1 และ 2 ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก ว่า คาดการณ์การส่งออกอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของไทยในปี 2560 จะเติบโต 2-3% จากปี 2559 ที่มีมูลค่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากเห็นว่าตลาดส่งออกสำคัญของเสื้อผ้าไทย เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ตลาดยังมีการเติบโต และตลาดสหภาพยุโรปก็น่าจะกลับมาเป็นบวก หลังติดลบ 3 ปีติด ประกอบกับเสื้อผ้าเป็นสินค้าที่คนยังจับจ่ายอยู่ต่อเนื่อง จึงยังค่อยๆ เติบโต โดยตลาดสหรัฐรวมกับญี่ปุ่นคิดเป็น 50% ของส่งออกเสื้อผ้าทั้งหมด ขณะที่ตลาดจีนนำเข้าเสื้อผ้าจากไทยมากขึ้น จากเดิมเป็นคู่แข่งตอนนี้กลายเป็นคู่ค้า โดยปีที่ผ่านมามีมูลค่านำเข้าถึง 150 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สำหรับปี 2559 ภาพรวมส่งออกอุตสาหกรรมเสื้อผ้ารวมกับสิ่งทอ (Garment & Textile) มีมูลค่ารวมราว 6,000 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งติดลบเล็กน้อย ตามภาวะเศรษฐกิจโลก

“ปัจจุบันเอกชนไทยขยายโรงงานผลิตเสื้อผ้าและสิ่ง ทอไปยังประเทศในอาเซียนมากขึ้น เช่น ซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) รวมทั้งอินโดนีเซีย เนื่องจากเห็นข้อดีของเรื่องแรงงาน โลจิสติกส์ และสิทธิประโยชน์ทางการค้าและลงทุน อย่างไรก็ตามโรงงานของผู้ประกอบการในไทยก็ไม่ได้ปิด หากเมื่อรวมมูลค่าการส่งออกเสื้อผ้าและสิ่งทอของผู้ประกอบการไทยทั้งในและ นอกประเทศ มองว่าปีที่ผ่านมาไม่ติดลบ”นายยุทธนากล่าว และว่า ภาครัฐส่งเสริมให้เอกชนไทยออกไปลงทุนอุตสาหกรรมนี้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอาเซียน เป็นการปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกระแสโลก ขณะเดียวกันการลงทุนต่างประเทศมีความหมายว่าผู้ประกอบการไทยพร้อมไปอยู่ใน ระดับโลก ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีของอุตสาหกรรมนี้

นายยุทธนา กล่าวอีกว่า นอกจากส่งออกเสื้อผ้าแล้ว การนำเข้าเสื้อผ้าของไทยก็เติบโตเช่นกัน สะท้อนกำลังซื้อในประเทศที่ดีอยู่ โดยปี 2559 มูลค่านำเข้าอยู่ที่ 3-4 หมื่นล้านบาท เติบโต 20% จากปี 2558 และคาดว่าปี 2560 จะเติบโต 20% เช่นกัน การนำเข้าหลักๆมาจากประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ส่วนใหญ่นำเข้าแบรนด์ดังจากต่างประเทศ เช่น Uniqlo H&M เป็นต้น ปัจจุบันตลาดเสื้อผ้าในประเทศมีมูลค่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งยังมีศักยภาพและการแข่งขันสูง โดยปีนี้ได้จัดงานเสื้อผ้าส่งออก หรืองาน Export Garment Fair ครั้งที่ 35 ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม-2 เมษายน 2560 ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก คาด 10 วันนี้มีเงินสะพัด 20-30 ล้านบาท มีผู้เข้าชมงานไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นราย

นายสุพพัต อ่องแสงคุณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปี 2559 ไทยส่งออกสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มและเสื้อผ้ารวมกัน 6,000 กว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 2-3% ของส่งออกทั้งหมด แบ่งเป็นส่งออกเสื้อผ้า 2,500 ล้านเหรียญสหนัฐฯ และสิ่งทออื่นๆ รวมเกือบ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับแนวโน้มส่งออกอุตสาหกรรมนี้ในปีนี้ดีขึ้น จากการปลดล็อคอุปสรรคการค้า เศรษฐกิจคู่ค้าเริ่มดีขึ้น และมีเอกชนไทยในอุตสาหกรรมนี้ไปขยายโรงงานและย้ายฐานตั้งโรงงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะอาเซียนรวมกว่า 42 โรงงาน ซึ่งเป็นการปรับตัวทางธุรกิจ เพื่อลดต้นทุน เหตุผลด้านแรงงาน โลจิสติกส์ และสิทธิประโยชน์ ทำรายได้ปีๆ หนึ่งเป็นหมื่นล้านบาท ทำให้เกิดรายได้เข้าประเทศค่อนข้างมาก

ที่มา ประชาชาติ

www.nandkaccounting.com

ความต้องการที่ถูกมองข้าม

ความต้องการที่ถูกมองข้าม

          ผู้ประกอบการรายใหม่ในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น บุคคลธรรมดา นิติบุคคล บริษัทจำกัด
ห้างร้าน ฯลฯ ส่วนใหญ่มักจะมุ่งประเด็นไปที่ สินค้า ต้นทุน กำไร การขนส่ง คู่แข่ง การเสียภาษี ความต้องการของตลาด ฐานลูกค้า การโฆษณา เป็นต้น ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ล้วนแต่เป็นชุดความคิดที่คู่แข่งของเราก็คิดเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่า ใครบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ในมือ
ให้คุ้มค่ามากที่สุด ทีมงาน บริษัท เอ็นแอนด์เคแอคเคาท์ติ้ง จำกัด ได้รับเกียรติและความไว้วางใจจากลูกค้าหลายกลุ่ม หลายประเภทสิ่งที่เราพบเห็น ในฐานะ “นักบัญชี” กลับมีมุมมองที่ต่างออกไป เนื่องจากการบริหารที่ไม่ถูกต้องของผู้ประกอบการรายใหม่ การใช้ทรัพยากรที่ไม่คุ้มค่า การวางระบบบัญชีที่เป็นสาเหตุของความยุ่งยากในการบริหารและการตรวจสอบ ทางทีมงานกลับมองว่าการวางระบบที่ดีนั้น เหมือนกับ การที่เราเขียนโปรแกรมมาสักหนึ่งโปรแกรม เพียงเราใส่ข้อมูลดิบลงไป โปรแกรมก็จะประมวลหาผลลัพธ์ และนำมาซึ่งข้อมูลอันเป็นประโยชน์ ต่อตัวผู้ประกอบการเอง ซึ่งทางบริษัท ขออนุญาตที่จะไม่อธิบาย เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ซับซ้อนและรายละเอียดค่อนข้างมาก

ดังที่กล่าวมาแล้ว เราควรมุ่งเน้นไปที่ทรัพยากรภายใน ในบทความนี้ ทีมงานขอมุ่งเน้นไปที่ บุคลากร เพียงอย่างเดียวก่อน เพราะ บุคลากรนั้น นับได้ว่า เป็นปฐมบทของการบริหาร บุคลากรนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนที่อยู่ในวัยทำงาน สุขภาพดี บุคลิกดีเพียงเท่านั้น
“วัยชรา” นั้น อาจเป็นหนึ่งในคีย์เวิร์ด ที่สำคัญของการบริหารทรัพยากร เพราะ ผู้สูงอายุนั้น เรียกได้ว่าเป็น “ธนาคารสมอง” ที่เต็มเปี่ยมไปด้วย ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ไม่เพียงแค่นั้น ผู้สูงอายุ ยังได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีเงินได้ ให้แก่นายจ้างอีกด้วย หากเพียงแต่งานที่ทำนั้นต้องไม่หนักจนเกินไป ซึ่งเป็นการลดต้นทุน ที่ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ มักมองข้ามไป

Put the right man on the right job

คำว่า “ประสบการณ์” เป็นคำที่ผู้ประกอบการรายใหม่ถวิลหาเป็นอย่างมาก และก็ไม่สามารถพบเจอได้ทางอินเทอร์เน็ต ต่อให้อ่านหนังสือ การรวบรวมประสบการณ์ ของนักธุรกิจชื่อดังเป็นร้อย เป็นพันเล่ม ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการที่จะทำให้เราแกร่งขึ้น ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางสังคม และการแข่งขันที่สูง ผู้บริหารระดับแนวหน้าเอง ก็มิได้รู้และมีประสบการณ์ไปเสียทุกเรื่องหากเพียงแต่มอบหมายให้ผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญเป็นคนจัดการเรื่องนั้นๆ และเก็บไว้ใกล้ตัวให้มากที่สุด…

ด้วยความปารถนาดี : บริษัท เอ็นแอนด์เคแอคเคาท์ติ้ง จำกัด

ทำไมต้องจ้างบริษัททำบัญชี

“ทำไม? ต้องจ้างบริษัททำบัญชี”

การประกอบธุรกิจในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมากเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา หากเราลองมองย้อนไป
เมื่อ 15 – 20 ปี ที่แล้วเราจะเห็นได้ว่า การที่ต้องเสียภาษี การที่ต้องจ้างพนักงานบัญชี นั้น มักจะเกิดกับบริษัทใหญ่ๆ หรือ ร้านค้าที่มีสินค้ามากๆ เท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้การประกอบธุรกิจ ได้ถูกปรับเปลี่ยนและแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากช่องทางเปิดกว้าง เครื่องมือทันสมัย ความสะดวกสบาย จนบางครั้งใครๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้

          แต่สิ่งที่ตามมากับธุรกิจปัจจุบัน นั่นก็คือ การละเลยในการทำบัญชี รับ-จ่าย ต้นทุน กำไร การยื่นภาษี การขึ้นทะเบียนการค้า
การจดทะเบียนบริษัท ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของผู้ประกอบการทั้งสิ้น เหตุเพราะว่า กฏหมายได้ออกมาอย่างครอบคลุมเพื่อที่จะนำภาษีเข้ารัฐได้อย่างถูกต้อง จะอ้างว่า ไม่รู้ไม่ได้ และส่งผลเสียกับธุรกิจของท่านเป็นอย่างมาก เมื่อถูกตรวจพบจาก สรรพกร ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก หน่วยงานรัฐอื่นๆ เจ้าของธุรกิจสมัยนี้จะประสบปัญหาแบบนี้อยุ่บ่อยครั้ง เนื่องจากขาดความรู้ ความชำนาญในด้านบัญชี การรวบรวมข้อมูล ใบเสร็จรับเงิน หลักฐานการจ่ายเงิน รายการสั่งวัสดุ เอกสารประกอบการยื่นต่างๆ ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก

ครั้นเมื่อ ผู้ประกอบสนใจที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฏหมายเพื่อป้องกันความยุ่งยาก และปัญหาที่จะตามมา แต่ การจ้างพนักงานบัญชีนั้น ย่อมมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ประมาณ 15,000 – 30,000 บาท/เดือน ยังไม่รวม สวัสดิการ โบนัส ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับธุรกิจของท่าน และยังเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น อีกด้วย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะเลือกที่จะบริหารจัดการด้านบัญชีด้วยตนเอง นั่นก็หมายความว่า ท่านเองต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ พอสมควร มิเช่นนั้นความผิดพลาดที่ตามมานั้นอาจกระทบต่อธุรกิจของท่าน

บริษัท เอ็นแอนด์เคแอคเคาท์ติ้ง จำกัด มีความประสงค์ที่จะบริการ ลดความยุ่งยาก ลดปัญหา ให้ธุรกิจของท่าน เรามีบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านบัญชีคอยให้คำปรึกษา แนะนำ ตอบปัญหาให้กับท่าน ด้วยความเต็มใจ และยังลดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานบัญชีโดยตรง บริษัท เอ็นแอนด์เคแอคเคาท์ติ้ง จำกัดเราเน้นบริการ ขึ้นอยู่กับความสะดวก ความพอใจ ของท่านเป็นที่ตั้ง ด้วยความซื่อสัตย์ ความถูกต้อง ตรงไปตรงมา ปรับเปลี่ยน วางแผน อีกทั้ง วางระบบบัญชี ให้กับธุรกิจของท่าน เพื่อง่ายต่อการบริหารธุกิจของท่านอีกด้วย

ด้วยความปารถนาดีจาก www.nandkaccounting.com

ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
facebook.com/nk.acct
line id : @nk-acc

เร่งค้าชายแดน ทำแผนขยายการค้าลงทุนเพื่อนบ้าน

          เร่งค้าชายแดน ทำแผนขยายการค้าลงทุนเพื่อนบ้าน

apiradee

          นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายการทำงานให้กับพาณิชย์ภาค หรือ Mini MOC ที่มีจังหวัดติดชายแดน เพื่อดำเนินการหาลู่ทางในการขยายการค้าและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขยายมูลค่าการค้าชายแดน และการค้าผ่านแดนให้เพิ่มมากขึ้น โดยใช้โอกาสของความเป็นบ้านพี่เมืองน้อง และจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่มีมาอย่างยาวนาน ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการของไทย

          การดำเนินงานที่ผ่านมาของพาณิชย์ภาค ได้เริ่มปรากฏผลงานอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดพาณิชย์ภาค 1 ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มคลัสเตอร์ 3 กลุ่ม 12 จังหวัด คือ กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (อุดรธานี หนองคาย เลย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ) กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร) และกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง (ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด) ได้เริ่มเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและผลักดันการค้าชายแดนแล้ว โดยได้ร่วมกันจัดทำแผนงานในการผลักดันการขยายตัวของธุรกิจในพื้นที่ การเชื่อมโยงการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ระหว่างจังหวัดในกลุ่ม และกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีโครงการที่น่าสนใจ อาทิ โครงการส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวชายแดน โครงการเพิ่มศักยภาพการค้า การลงทุนกลุ่มจังหวัดเชื่อมโยงในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและจีนตอนใต้ การส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เป็นผู้ส่งออกและนำเข้า ซึ่งจะส่งผลให้การค้าชายแดนของกลุ่มจังหวัดในพาณิชย์ภูมิภาค ภาค 1 มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ 12 จังหวัด ซึ่งตั้งอยู่ในพาณิชย์ภาค 1 นั้น ถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ทั้งในการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ โดยเป็นที่ตั้งของตลาดกลางผักและผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของภาค การเป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้า คลังสินค้าทัณฑ์บน และการที่มีทำเลที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีจังหวัดติดกับ สปป.ลาวถึง 5 จังหวัด คือ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม และมุกดาหาร โดยจะใช้ประโยชน์จากการเป็นประตูออกสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านสะพานมิตรภาพ 1 (จังหวัดหนองคาย–เวียงจันทน์) สะพานมิตรภาพ 2 (จังหวัดมุกดาหาร–แขวงสะหวันเขต) และสะพานมิตรภาพ 3 (จังหวัดนครพนม–คำม่วน) ที่จะช่วยในการขนส่งสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้านและเชื่อมต่อไปยังเวียดนามและจีนตอนใต้ ได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากนี้พาณิชย์ภาค 1 ยังได้ทำแผนในการผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าไปใช้ประโยชน์จากเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่มีอยู่ เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในด้านภาษี แรงงาน อัตราค่าเช่าที่ดิน และสิทธิประโยชน์ที่มิใช่ภาษี ซึ่งในพื้นที่พาณิชย์ภาค 1 มีเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย (2 อำเภอ 13 ตำบล) เนื้อที่ 296,042 ไร่ จังหวัดนครพนม (2 อำเภอ 13 ตำบล เนื้อที่ 465,493.75 ไร่ หรือ 744.79 ตารางกิโลเมตร) และจังหวัดมุกดาหาร (3 อำเภอ 11 ตำบล) เนื้อที่ 361,524 ไร่ หรือ 578.5 ตารางกิโลเมตร

ขณะเดียวกันได้ผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเส้นทางคมนาคมขนส่งทางทั้งบก ทางน้ำและทางอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์จากเส้นทางตามลำแม่น้ำโขงในการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงทางเส้นทางทางถนนที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เส้นทางหมายเลข 8, 9, 12 และ 13 และถนนมิตรภาพ (กรุงเทพ–หนองคาย) ซึ่งเป็นเส้นทางหลักภายในประเทศในการขนส่งสินค้าไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

โครงการความร่วมมือระหว่างพาณิชย์ภาค 1 ซึ่งประกอบด้วยหลายจังหวัดที่ติดชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านข้างต้น มีทั้งการพัฒนาให้ความรู้กับผู้ประกอบการในการทำการค้า การลงทุน ทั้งในประเทศ และกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยการใช้ประโยชน์จากเส้นทางโลจิสติกส์ และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งผลการทำงานเหล่านี้ จะช่วยผลักดันให้มูลค่าการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น ตลอดจน จะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้ขยายตัวมากขึ้นตามไปอีกด้วย

 

ที่มา ประชาชาติ

www.nandkaccounting.com