การอุทธรณ์ภาษี

การอุทธรณ์ภาษี

1.   การอุทธรณ์ภาษีอากรคืออะไร?
การอุทธรณ์ภาษีอากร เป็นกระบวนการยุติธรรมอย่างหนึ่งที่กฎหมายประมวลรัษฎากรกำหนดให้ผู้ถูกประเมินภาษีสามารถใช้สิทธิคัดค้านการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินที่ผู้ถูกประเมินภาษีเห็นว่าไม่ถูกต้องต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

2.   การอุทธรณ์ภาษีอากรจะต้องทำอย่างไร?
หากต้องการคัดค้านการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมิน ผู้ถูกประเมินภาษีจะต้องยื่นคำอุทธรณ์เป็นหนังสือโดยใช้แบบคำอุทธรณ์ตามที่อธิบดีกำหนด ซึ่งสามารถยื่นคำอุทธรณ์เป็นรายฉบับตามหนังสือแจ้งการประเมิน หรือรวมยื่นคำอุทธรณ์ฉบับเดียวสำหรับหนังสือ     แจ้งการประเมินหลายฉบับก็ได้ โดยระบุให้ชัดแจ้งว่าอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีประเภทใด เดือน/ปี ภาษีใด ตามหนังสือแจ้งการประเมินฉบับใดและเป็นจำนวนเงินภาษีเท่าใด และสิ่งสำคัญที่ต้องระบุคือไม่เห็นด้วยกับการประเมินในประเด็นใด พร้อมทั้งให้เหตุผลทุกประเด็น และแสดงเอกสารหลักฐานประกอบเหตุผลนั้นด้วย

3.   แบบคำอุทธรณ์ที่อธิบดีกำหนด ได้แก่แบบใดบ้าง
        – แบบคำอุทธรณ์ (ภ.ส.6) ใช้ได้กับการอุทธรณ์ทุกกรณี
– แบบคำอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินภาษีอากร (กศก.171) ใช้เฉพาะการอุทธรณ์เพื่อคัดค้านการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินกรมศุลกากร โดยผู้ถูกประเมินภาษี    จะยื่นคำอุทธรณ์ที่กรมสรรพากร หรือกรมศุลกากรก็ได้
แบบคำอุทธรณ์ทั้ง 2 แบบ ผู้ถูกประเมินภาษีสามารถพิมพ์ได้จากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร http://www.rd.go.th หรือจะขอรับได้ที่หน่วยงานสรรพากรทั่วราชอาณาจักร หรือแบบคำอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินภาษีอากร (กศก.171) จะขอรับได้จากกรมศุลกากรทั่วราชอาณาจักรได้ด้วย

4.   ผู้ถูกประเมินภาษีจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อใคร?
ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้แทน ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้แทนกรมการปกครอง
สำหรับในต่างจังหวัด ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากรภาคหรือผู้แทน และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน

5.   ยื่นอุทธรณ์ได้ที่ไหน?
(1)   ในเขตกรุงเทพมหานคร
(1.1) กรณีเจ้าพนักงานประเมินสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 2 3 4 5 6 7 8 และ 9 เป็นผู้ประเมินภาษี ให้ยื่นคำอุทธรณ์ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่นั้น ๆ หรือสำนักงานสรรพากรภาค 1 

(1.2) กรณีเจ้าพนักงานประเมินสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 และ 21 เป็นผู้ประเมินภาษี ให้ยื่นคำอุทธรณ์ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่นั้น ๆ หรือสำนักงานสรรพากรภาค 2
(1.3) กรณีเจ้าพนักงานประเมินสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 23 24 25 26 27 28 29 และ 30 เป็นผู้ประเมินภาษีให้ยื่นคำอุทธรณ์ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่นั้น ๆ หรือสำนักงานสรรพากรภาค 3
(1.4) กรณีเจ้าพนักงานประเมินสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่เป็นผู้ประเมินภาษี หรือ  เจ้าพนักงานประเมินสังกัดกรมศุลกากรที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครเป็น    ผู้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้เสียภาษีอากรที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งกรมสรรพากรกำหนดให้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ให้ยื่นอุทธรณ์ ณ ส่วนอุทธรณ์ภาษี สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่
(1.5) กรณีเจ้าพนักงานประเมินสำนักตรวจสอบภาษีกลาง หรือคณะทำงานหรือหน่วยงานอื่นที่อธิบดีแต่งตั้งเป็นผู้ประเมินภาษี หรือเจ้าพนักงานประเมินสังกัดกรมศุลกากรที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครเป็นผู้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้เสียภาษีอากรที่มิใช่  ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งกรมสรรพากรกำหนดให้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ให้ยื่นอุทธรณ์ ดังนี้
(1.5.1) ผู้ถูกประเมินภาษีที่มีภูมิลำเนาหรือสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 2 3 4 5 6 7 8 9 และสำนักงานสรรพากรภาค 4 5 ให้ยื่นคำอุทธรณ์ ณ สำนักงานสรรพากรภาค 1
(1.5.2) ผู้ถูกประเมินภาษีที่มีภูมิลำเนาหรือสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 และสำนักงานสรรพากรภาค 7 8 9 10 ให้ยื่นคำอุทธรณ์ ณ สำนักงานสรรพากรภาค 2
(1.5.3) ผู้ถูกประเมินภาษีที่มีภูมิลำเนาหรือสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 23 24 25 26 27 28 29 30 และสำนักงานสรรพากรภาค 6 11 12 ให้ยื่นคำอุทธรณ์ ณ สำนักงานสรรพากรภาค 3

(2) กรณีคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำนักงานสรรพากรพื้นที่อื่นๆ นอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำอุทธรณ์ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือสำนักงานสรรพากรภาค 4 5 6 7 8 9 10 11 หรือ 12 ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานสรรพากรพื้นที่นั้น ตามแผนภูมิโครงสร้างหน่วยงานกรมสรรพากร

(3) กรณีคัดค้านการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินสังกัดกรมศุลกากรที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดอื่น นอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำอุทธรณ์ ณ สำนักงานสรรพากรภาคที่รับผิดชอบท้องที่นั้น

(4) กรณีคัดค้านการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินสังกัดกรมศุลกากร ผู้ถูกประเมินภาษีจะยื่นคำอุทธรณ์ ณ สถานที่ตาม (1) หรือ (3) โดยใช้แบบ ภ.ส.6 หรือแบบ กศก.171 ก็ได้ หรือจะใช้แบบ กศก.171 ยื่นได้ที่กรมศุลกากร ด่านศุลกากรหรือสำนักงานศุลกากรภาคก็ได้

6.   การยื่นอุทธรณ์มีกำหนดเวลาหรือไม่ อย่างไร?
ผู้จะใช้สิทธิอุทธรณ์จะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีจากเจ้าพนักงานประเมิน เช่น
–   ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินวันที่ 2 ตุลาคม 2545 จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 หรือ
–   ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินวันที่ 4 ตุลาคม 2545 จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2545 แต่เนื่องจากวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2545 เป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ จึงยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 ได้ เป็นต้น

7.   หลักฐานที่ต้องยื่นพร้อมกับการยื่นอุทธรณ์มีอะไรบ้าง?
(1)   หนังสือแจ้งการประเมินหรือแบบคำสั่งให้ชำระภาษีอากรฉบับที่ต้องการคัดค้านการประเมิน โดยเป็นต้นฉบับหรือภาพถ่ายที่รับรองสำเนาถูกต้อง
(2)   ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ถูกประเมินภาษี กรณีเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองของกระทรวงพาณิชย์ ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้จัดการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการพร้อมประทับตรานิติบุคคลกำกับการลงชื่อของผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคล

กรณีมิได้มายื่นอุทธรณ์ด้วยตนเอง ให้จัดทำหนังสือมอบอำนาจกระทำการโดยปิดอากรแสตมป์ 10 บาท ถ้ากระทำการครั้งเดียว หรือถ้ากระทำการมากกว่าหนึ่งครั้งปิดอากรแสตมป์ 30 บาท พร้อมภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจที่ลงลายมือชื่อรับรองว่าสำเนาถูกต้อง
(3)   ภาพถ่ายทะเบียนบ้าน
(4)   หลักฐานอื่นๆ ที่ได้อ้างประกอบคำอุทธรณ์ เช่น ภ.พ.20 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.09) รายงานภาษีซื้อ-ขาย สำหรับเดือนภาษีที่ถูกประเมิน ใบกำกับภาษี ฯลฯ

8.   เมื่อยื่นอุทธรณ์แล้วจะใช้อะไรเป็นหลักฐาน?

หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจคำอุทธรณ์และเอกสารแล้ว จะออกใบรับคำอุทธรณ์เพื่อมอบให้ผู้ยื่นอุทธรณ์ไว้เป็นหลักฐานในการติดตามเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ต่อไป

9.   ผลการพิจารณาอุทธรณ์เป็นอย่างไร?
คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะพิจารณาและวินิจฉัยข้อโต้แย้งตามคำอุทธรณ์เมื่อแล้วเสร็จจะส่งผลเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) ให้แก่ผู้ยื่นอุทธรณ์ ดังนี้
1.   ให้ ปลดภาษี เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้อง ในกรณีนี้ผู้อุทธรณ์ไม่ต้องเสียภาษีตามการประเมิน
2.  ให้ ลดภาษี เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าการประเมินบางส่วนถูกต้อง และบางส่วนไม่ถูกต้อง จึงปรับปรุงจำนวนภาษีให้คงเหลือเท่าที่ผู้อุทธรณ์ต้องชำระภาษีเพิ่มเติมให้ครบถ้วน
3.  ให้ ยกอุทธรณ์ เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าการประเมินถูกต้องแล้ว ซึ่งผู้อุทธรณ์ต้องเสียภาษีตามการ ประเมิน
4.   ให้ เพิ่มภาษี เนื่องจากได้พิจารณาประเด็นการประเมินและข้อโต้แย้งของผู้อุทธรณ์แล้วปรากฏว่าการประเมินถูกต้อง แต่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีคลาดเคลื่อนต่ำไป คณะกรรมการฯ อาจปรับปรุงการคำนวณภาษีและมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์เสียภาษีเพิ่มขึ้นได้

10.   หากไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ควรทำอย่างไร?
ผู้อุทธรณ์ที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาล โดย ให้ยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์จากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

กรณีมูลหนี้ภาษีอากรตั้งค้างอยู่ต่างจังหวัด ให้ยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดนั้นก็ได้

11.  หากจะใช้สิทธิอุทธรณ์ ผู้ถูกประเมินภาษีมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามการประเมิน หรือไม่?
ในระหว่างรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หรือรอคำพิพากษาของศาล ผู้ถูกประเมินภาษีต้องชำระภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย เนื่องจากการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ได้รับการทุเลาการเสียภาษีตามประเมินแต่อย่างใด เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร หรือ ผู้ที่อธิบดีมอบหมายให้มีอำนาจสั่งอนุมัติให้ทุเลาการชำระภาษีไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด

12.  หากจะยังไม่ชำระภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินระหว่างรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หรือคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด จะต้องทำอย่างไร?
ต้องยื่นคำร้องขอทุเลาการชำระภาษีต่ออธิบดีกรมสรรพากร โดยยื่นผ่านทางหน่วยงานที่มีหน้าที่รับคำอุทธรณ์ พร้อมทั้งจัดให้มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดังนี้
          (1) ให้ ธนาคารค้ำประกันหนี้ภาษีอากรพร้อมทั้งเงินเพิ่มที่ต้องชำระตามกฎหมายโดยให้ธนาคารออกหนังสือสัญญาค้ำประกันตามแบบที่กรมสรรพากรกำหนด หรือ
(2) นำ อสังหาริมทรัพย์มาค้ำประกัน โดยจดทะเบียนจำนองไว้ต่อทางราชการ และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องมีราคาตลาดหรือราคาที่ใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม(ราคาประเมินของกรมที่ดิน) ไม่น้อยกว่าค่าภาษีอากรที่ต้องชำระหรือ
(3) นำ พันธบัตรรัฐบาลในจำนวนที่คุ้มกับหนี้ภาษีอากรค้างมาจดทะเบียนจำนำเป็นประกัน

          (4) นำสมุดเงินฝากประจำธนาคารพาณิชย์ของผู้อุทธรณ์ ซึ่งมียอดเงินฝากคุ้มกับหนี้ภาษีอากรที่ต้องชำระมาให้ยึดเป็นประกัน โดยต้องมีหนังสือยินยอมของผู้อุทธรณ์ให้ระงับการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการจำหน่าย จ่าย โอน เงินในบัญชีเงินฝากประจำที่นำมาค้ำประกัน  และหนังสือของธนาคารรับรองยอดเงินฝากและยืนยันการปลอดภาระผูกพัน  พร้อมทั้งแจ้งผลการระงับการทำนิติกรรมเพื่อกรมสรรพากรจากธนาคารพาณิชย์
          (5) นำอสังหาริมทรัพย์หรือพันธบัตรรัฐบาลของบุคคลอื่น มาจดทะเบียนจำนองหรือจดทะเบียนจำนำเป็นประกันหนี้ภาษีอากรที่ต้องชำระบางส่วน  ในกรณีนี้เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากรบางส่วนของผู้อุทธรณ์  กรมสรรพากรมีสิทธิที่จะเร่งรัดหนี้ภาษีอากรที่ต้องชำระในส่วนที่ไม่มีหลักประกันได้ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร

13.  ถ้าผู้ถูกประเมินภาษีไม่สามารถยื่นคำอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาจะต้องดำเนินการอย่างไร?
ให้ทำคำร้องขอขยายกำหนดเวลาการยื่นคำอุทธรณ์เป็นหนังสือ โดยแสดงรายละเอียดต่างๆ ประกอบด้วย ชื่อผู้ยื่นคำร้อง ประเภทภาษีอากร ปีภาษี/เดือนภาษี/รอบระยะเวลาบัญชี เลขที่หนังสือแจ้งการประเมิน วันที่ที่ลงในหนังสือแจ้งฯ จำนวนเงินภาษี วัน เดือน ปีที่ผู้ถูกประเมินภาษีได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน วัน เดือน ปีที่ยื่นคำอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงและเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถยื่นคำอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดเวลา พร้อมทั้งแนบเอกสารหลักฐาน(ถ้ามี) และคำอุทธรณ์เพื่อประกอบการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ การอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการยื่นคำอุทธรณ์เป็นอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดี

ที่มา : กรมสรรพากร

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีนิติบุคคล

          ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ และหมายความรวมถึงนิติบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้จทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ด้วย ดังนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล มีดังนี้
(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ได้แก่
ก. บริษัท จำกัด
ข. บริษัทมหาชน จำกัด
ค. ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ง. ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน
(2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลในประเทศไทย ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไข ข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
ก. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น เข้ามากระทำกิจการในประเทศไทย (มาตรา 66 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร)
ข. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น กระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย (มาตรา 66 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร)
ค. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น กระทำกิจการอื่นๆรวมทั้งในประเทศไทยและกิจการที่กระทำนั้นเป็นกิจการขนส่งระหว่างประเทศ (มาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร)
ง. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย (มาตรา 70)
จ. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามมาตรา 76 วรรคสอง และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ได้จำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นที่กันไว้จากกำไร หรือถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย
(มาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร)
ฉ. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น มิได้เข้ามาทำกิจการในประเทศไทยโดยตรง หากแต่มีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ ในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย (มาตรา 76 ทวิ)

บริษัทจำกัด
(3) กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้า หรือหากำไร โดย
ก. รัฐบาลต่างประเทศ
ข. องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ
ค. นิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
(4) กิจการร่วมค้า (Joint Venture) ได้แก่ กิจการที่ดำเนินการร่วมกัน เป็นทางค้าหรือหากำไร ระหว่างบุคคลดังต่อไปนี้คือ
ก. บริษัทกับบริษัท
ข. บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ค. ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ง. บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา
จ. บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
ฉ. บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนสามัญ
ช. บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับนิติบุคคลอื่น
(5) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการ ซึ่งมีรายได้แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิ หรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศ กำหนดให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล
(6) นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

ประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง

ประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง
เรื่อง การยื่นจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด
ผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration)
พ.ศ. ๒๕๖๐

ประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง

ลดราคาสินค้าช่วงเปิดเทอมสูงสุดถึง 80%

ลดราคาสินค้าช่วงเปิดเทอมสูงสุดถึง 80%
ก.ค้าภายใน จับมือภาคเอกชน จัดงานลดราคาสินค้าช่วงเปิดเทอมสูงสุดถึง 80% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ
กรมการค้าภายใน
นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน ได้เตรียมจัดงานลดราคาสินค้าเครื่องแบบนักเรียน และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมา ให้กับประชาชนในช่วงเปิดเทอม และเป็นการช่วยลดค่าครองชีพ ให้กับผู้ปกครอง โดยการจัดลดราคาสินค้าในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้ชื่อ “รวมใจ..ช่วยไทย..ลดรับเปิดเทอม” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 14 พฤษภาคม 2560 รวมระยะเวลา 18 วัน โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้จำหน่ายชุดนักเรียน จำนวน 4 ราย และลดราคาสูงสุด 80%

สำหรับุ้ประกอบการ และผู้ผลิต ได้แก่ ร้านศึกษาภัณฑ์ ของกระทรวงศึกษาธิการ ร้านน้อมจิตต์ ห้างตราสมอ และร้านสมใจนึก มาร่วมและนอกจากนี้ ยังมีร้านจำหน่ายเครื่องเขียนและอุปกรณ์การเรียน ห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ จำนวน 14 ราย ได้แก่ เซ็นทรัล โรบินสัน แฟมิลี่มาร์ท ท๊อปส์ เทสโก้โลตัส บิ๊กซี แม็คโคร เดอะมอลล์ เซเว่นอีเลฟเว่น ฟู้ดแลนด์ 108shop ลอว์สัน แม็กซ์แวลู และเจซีมาร์ท เข้าร่วมอีกด้วย

อย่างไรก็ดี การลดราคาจำหน่ายสินค้าในครั้งนี้ คาดว่าจะมียอดขายสินค้าประมาณ 20,000 ล้านบาท สามารถช่วยลดภาระรายจ่ายผู้ปกครองและลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้ประมาณ 30% หรือคิดเป็นเงิน จำนวน 6,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายเท่าเดิมแต่ได้สินค้าเพิ่มขึ้น และเป็นการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ช่วยการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีเงินเหมุนเวียนในระบบมากขึ้น และมีผลให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

เปรู นิยมนำข้าวจากไทย

apiradee
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก ประเทศชิลี ว่าเปรูเป็นประเทศที่บริโภคข้าวสูงที่สุดในภูมิภาคละตินอเมริกา โดยกระทรวงเกษตรของเปรู ระบุตัวเลขการบริโภคข้าวภายในประเทศปี 2559 ว่ามีปริมาณการบริโภค 1.8 ล้านตัน ซึ่งเป็นการบริโภคผลผลิตภายในประเทศ 88% และนำเข้าจากต่างประเทศ 12% โดยนำเข้าข้าวมากสุดจากอุรุกวัย สัดส่วน 65% รองลงมา คือ บราซิล 22% และไทย 9%

จากสถิติการนำเข้าข้าวของเปรู 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าเปรูนำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และขยับเพิ่มจากอันดับ 4 มาเป็นอันดับ 3 เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และมีมูลค่าการนำเข้าจากไทยปี 2559 อยู่ที่ 15.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 72.57% แนวโน้มการนำเข้าข้าวของเปรูยังเพิ่มสูงขึ้นกว่าทุกปี เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกสินค้าเกษตรและข้าวเปรูได้รับความเสียหายมากขึ้น

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมจะเร่งจัดโครงการส่งเสริมการตลาดข้าวไทย เพิ่มขึ้น และมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกาพิจารณาเสนอโครงการที่เหมาะสมและเร่งประชาสัมพันธ์ข้าวไทยให้แก่ผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญต่อไป ซึ่งตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเปรูระบุว่า การบริโภคข้าวต่อหัวของประเทศปี 2559 อยู่ที่ 55 กิโลกรัม ถือเป็นตัวเลขสูงสุดในภูมิภาค โดยผู้บริโภคชาวเปรูส่วนมากนิยมหุงข้าวโดยใส่ผงเครื่องเทศหรือผักชนิดต่างๆ ลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ ขนาดบรรจุที่นิยมซื้อมากสุด คือ ถุงละ 1 กิโลกรัม ที่วางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อทั่วไป ถือเป็นโอกาสดีของการส่งออกข้าวไทย

ที่มา ประชาชาติ
www.facebook.com/nk.acct

การหลีกเลี่ยงและฉ้อโกง

กรมสรรพากร
Revenue Department News
เลขที่ข่าว ปชส. 16/2560
วันที่แถลงข่าว 4 เมษายน 2560
เรื่อง การหลีกเลี่ยงและฉ้อโกงภาษี 10 ล้านบาทขึ้นไป เป็นความผิดร้ายแรงฐานฟอกเงิน
………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………
ตามที่รัฐบาลได้มีมาตรการลงโทษผู้หลีกเลี่ยงการเสียภาษีและฉ้อโกงภาษีตามข้อเสนอของFinancial Action Task Force (FATF) โดยมีการตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 45) พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้หลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี หรือขอคืนภาษีโดยความเท็จเป็นการกระทำความผิดร้ายแรงและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2560 แล้วนั้น

นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช รองอธิบดีกรมสรรพากร
รักษาการในต าแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร ชี้แจงว่า “เนื่องจากประเทศไทยเป็นสมาชิกในกลุ่มความร่วมมือ เพื่อต่อต้านการฟอกเงินเอเชียแปซิฟิค (Asia Pacific Group on Money Laundering (APG))
มีความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำของ FATF ในการกำหนดให้อาชญากรรมเกี่ยวกับภาษีอากรที่มีลักษณะร้ายแรง เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้

1. เป็นผู้กระทำความผิดตามมาตรา 37 มาตรา 37 ทวิ และมาตรา 90/4 แห่งประมวลรัษฎากร

2. หลีกเลี่ยงภาษีอากร ฉ้อโกงภาษีอากร เป็นจ านวนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป หรือขอคืนภาษีอากรโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นทำนองเดียวกัน ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป

3. กระทำในลักษณะกระบวนการ หรือเป็นเครือข่าย โดยสร้างธุรกรรมอันเป็นเท็จหรือปกปิดรายได้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี

4. มีพฤติกรรมปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการ
กระทำความผิดเพื่อมิให้ติดตามทรัพย์สินนั้นได้

เมื่อเข้าองค์ประกอบทั้ง 4 ประการข้างต้น ให้ถือว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งกรมสรรพากรจะส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกัน
และปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามกฎหมายต่อไป”
ผู้ประกอบการสามารถศึกษารายละเอียดได้จากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 45) พ.ศ. 2560 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทุกแห่ง หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากรโทร. 1161

ประกาศ สรรพกร

ความต้องการที่ถูกมองข้าม

ความต้องการที่ถูกมองข้าม

          ผู้ประกอบการรายใหม่ในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น บุคคลธรรมดา นิติบุคคล บริษัทจำกัด
ห้างร้าน ฯลฯ ส่วนใหญ่มักจะมุ่งประเด็นไปที่ สินค้า ต้นทุน กำไร การขนส่ง คู่แข่ง การเสียภาษี ความต้องการของตลาด ฐานลูกค้า การโฆษณา เป็นต้น ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ล้วนแต่เป็นชุดความคิดที่คู่แข่งของเราก็คิดเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่า ใครบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ในมือ
ให้คุ้มค่ามากที่สุด ทีมงาน บริษัท เอ็นแอนด์เคแอคเคาท์ติ้ง จำกัด ได้รับเกียรติและความไว้วางใจจากลูกค้าหลายกลุ่ม หลายประเภทสิ่งที่เราพบเห็น ในฐานะ “นักบัญชี” กลับมีมุมมองที่ต่างออกไป เนื่องจากการบริหารที่ไม่ถูกต้องของผู้ประกอบการรายใหม่ การใช้ทรัพยากรที่ไม่คุ้มค่า การวางระบบบัญชีที่เป็นสาเหตุของความยุ่งยากในการบริหารและการตรวจสอบ ทางทีมงานกลับมองว่าการวางระบบที่ดีนั้น เหมือนกับ การที่เราเขียนโปรแกรมมาสักหนึ่งโปรแกรม เพียงเราใส่ข้อมูลดิบลงไป โปรแกรมก็จะประมวลหาผลลัพธ์ และนำมาซึ่งข้อมูลอันเป็นประโยชน์ ต่อตัวผู้ประกอบการเอง ซึ่งทางบริษัท ขออนุญาตที่จะไม่อธิบาย เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ซับซ้อนและรายละเอียดค่อนข้างมาก

ดังที่กล่าวมาแล้ว เราควรมุ่งเน้นไปที่ทรัพยากรภายใน ในบทความนี้ ทีมงานขอมุ่งเน้นไปที่ บุคลากร เพียงอย่างเดียวก่อน เพราะ บุคลากรนั้น นับได้ว่า เป็นปฐมบทของการบริหาร บุคลากรนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนที่อยู่ในวัยทำงาน สุขภาพดี บุคลิกดีเพียงเท่านั้น
“วัยชรา” นั้น อาจเป็นหนึ่งในคีย์เวิร์ด ที่สำคัญของการบริหารทรัพยากร เพราะ ผู้สูงอายุนั้น เรียกได้ว่าเป็น “ธนาคารสมอง” ที่เต็มเปี่ยมไปด้วย ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ไม่เพียงแค่นั้น ผู้สูงอายุ ยังได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีเงินได้ ให้แก่นายจ้างอีกด้วย หากเพียงแต่งานที่ทำนั้นต้องไม่หนักจนเกินไป ซึ่งเป็นการลดต้นทุน ที่ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ มักมองข้ามไป

Put the right man on the right job

คำว่า “ประสบการณ์” เป็นคำที่ผู้ประกอบการรายใหม่ถวิลหาเป็นอย่างมาก และก็ไม่สามารถพบเจอได้ทางอินเทอร์เน็ต ต่อให้อ่านหนังสือ การรวบรวมประสบการณ์ ของนักธุรกิจชื่อดังเป็นร้อย เป็นพันเล่ม ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการที่จะทำให้เราแกร่งขึ้น ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางสังคม และการแข่งขันที่สูง ผู้บริหารระดับแนวหน้าเอง ก็มิได้รู้และมีประสบการณ์ไปเสียทุกเรื่องหากเพียงแต่มอบหมายให้ผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญเป็นคนจัดการเรื่องนั้นๆ และเก็บไว้ใกล้ตัวให้มากที่สุด…

ด้วยความปารถนาดี : บริษัท เอ็นแอนด์เคแอคเคาท์ติ้ง จำกัด

ธุรกิจออนไลน์

ธุรกิจออนไลน์ไปได้สวย
ท่ามกลางสภาพขาลงของธุรกิจออนไลน์ฟาสต์ฟู้ด ซึ่งผู้เล่นรายใหญ่ทั้ง แมคโดนัลด์ และ ยัม แบรนด์ส เจ้าของฟาสต์ฟู้ดชื่อคุ้นหูอย่าง เคเอฟซี และ พิซซ่า ฮัท ต่างเร่งปรับตัวด้วยการเปลี่ยนสาขาเกือบทั้งหมดของตนให้เป็นแบบแฟรนไชส์ เพื่อต้นทุนการบริหาร พร้อมหันมาเน้นเก็บรายได้จากค่าแฟรนไชส์ที่มั่นคงและสม่ำเสมอกว่าแทน

fast foods

ในขณะเดียวกัน “โดมิโน่ พิซซ่า” เชนพิซซ่าสัญชาติสหรัฐกลับมีรายได้เพิ่มขึ้นสวนทางกับคู่แข่งอย่าง พิซซ่า ฮัท หรือ ปาป้า จอห์น (Papa John′s) ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกเห็นได้จากผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2559 ซึ่งยอดขายร้านเดิมที่บริหารในสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง 13.7% ส่วนร้านแฟรนไชส์เพิ่มขึ้น 12% เช่นเดียวกับสาขานอกประเทศที่เพิ่มขึ้น 4.3% รวมถึงเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 170 สาขาในสหรัฐ และ 1,110 สาขานอกประเทศ รวม 13,252 สาขาทั่วโลก มีรายได้ 819 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 10.6%

ด้านยอดขายร้านเดิมของพิซซ่า ฮัทในสหรัฐ ลดลง 4% และ 2% ในตลาดต่างประเทศ โดยมีรายได้รวม 327 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้าน “ปาป้า จอห์น” ซึ่งมีร้าน 4,700 สาขา ยอดขายร้านเดิมช่วงไตรมาส 4 เติบโตเพียง 3.4% น้อยกว่าเป้าที่ตั้งไว้ ซึ่งแบรนด์ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะการแข่งขันราคาที่ดุเดือด และการเกษียณของ “เพย์ตัน แมนนิ่ง” นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลและพรีเซ็นเตอร์ของแบรนด์ ทำให้ยอดขายลดลงตามไปด้วย

“แพรททริก ดอลย์” ซีอีโอของโดมิโน่ พิซซ่า อธิบายถึงความสำเร็จนี้ระหว่างให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว “ซีเอ็นบีซี” ว่า สิ่งที่ทำให้โดมิโน่ พิซซ่าแตกต่างจากคู่แข่งและประสบความสำเร็จได้ คือ ผูกตัวเองกับกระแสเทคโนโลยีและบริการที่ดึงให้ผู้คนใช้เวลาว่างขณะอยู่บ้านได้ชนิดที่ไม่ลุกออกจากเตียงไปไหนไม่ว่าจะเป็นบริการส่งสินค้าครอบจักรวาลของอเมซอนช่องทีวีออนไลน์ที่ร่วมทุกความบันเทิงจากเน็ตฟลิกซ์รวมถึงช่องทางติดต่อสื่อสารทั้งภาพ เสียง และตัวอักษรของเฟซบุ๊ก

โดยมุ่งเน้นพัฒนาประสบการณ์การสั่งอาหารด้วยแนวคิดว่า ลูกค้าต้องสามารถสั่งพิซซ่าของเราทางออนไลน์ได้ง่ายที่สุด โดยไม่ต้องสื่อสารกับมนุษย์ด้วยกันเลยยิ่งดี จึงทุ่มลงทุนด้านเทคโนโลยีมานาน 7 ปี รวมถึงตั้งหน่วยงานด้านเทคโนโลยีของตนเอง ทำให้ปัจจุบันพนักงาน 400 คนจากทั้งหมด 800 คน ที่ประจำอยู่ในสำนักงานใหญ่ที่รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าที่ได้จากระบบสั่งอาหารเพื่อนำมาปรับปรุงบริการและโปรโมชั่น

พร้อมกับจับมือพันธมิตรอย่างเฟซบุ๊กกูเกิลอเมซอน และแอปเปิล เพื่อพัฒนาบริการสั่งอาหารแบบออนไลน์ใหม่ ๆ เช่น สั่งพิซซ่าด้วยเสียงผ่านอเล็กซ่าผู้ช่วยเสมือนของอเมซอน ระบบเมสเสจบนเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และแอปเปิลวอตช์ ขณะเดียวกัน ยังวางระบบให้ลูกค้าติดตามการส่งได้ทุกขั้นตอนแบบเรียลไทม์ รวมถึงทดลองนำหุ่นยนต์อัตโนมัติมาใช้ส่งอาหาร

นวัตกรรมเหล่านี้นอกจากตอบสนองไลฟ์สไตล์ใหม่นี้แล้ว ยังลดปัญหาและต้นทุนด้านบริการด้วย โดยปัจจุบันระบบสั่งอาหารผ่านออนไลน์เปิดให้บริการแล้วใน 25 ประเทศ และมีแผนลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 75 ล้านเหรียญสหรัฐในด้านนี้ เพื่อขยายบริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น หลังยอดขาย 60% ในตลาดสหรัฐเมื่อปีที่แล้วมาจากการสั่งผ่านมือถือ

“จุดยืนของเราคือ เป็นแบรนด์ที่ไม่หยุดนิ่ง โดยมองหาจุดที่สามารถปรับปรุงเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่จากคู่แข่งทั้งแบรนด์ใหญ่และเล็ก รวมถึงรักษาฐานลูกค้าเก่าและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน”

ด้วยกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จสูงนี้จึงน่าจับตามองว่าคู่แข่งทั้งในตลาดพิซซ่าและฟาสต์ฟู้ดอื่นๆ จะนำแนวคิดไปใช้สร้างกลยุทธ์มารับมืออย่างไรต่อไป

ที่มา ประชาชาติ

www.nandkaccounting.com

ทำไมต้องจ้างบริษัททำบัญชี

“ทำไม? ต้องจ้างบริษัททำบัญชี”

การประกอบธุรกิจในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมากเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา หากเราลองมองย้อนไป
เมื่อ 15 – 20 ปี ที่แล้วเราจะเห็นได้ว่า การที่ต้องเสียภาษี การที่ต้องจ้างพนักงานบัญชี นั้น มักจะเกิดกับบริษัทใหญ่ๆ หรือ ร้านค้าที่มีสินค้ามากๆ เท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้การประกอบธุรกิจ ได้ถูกปรับเปลี่ยนและแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากช่องทางเปิดกว้าง เครื่องมือทันสมัย ความสะดวกสบาย จนบางครั้งใครๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้

          แต่สิ่งที่ตามมากับธุรกิจปัจจุบัน นั่นก็คือ การละเลยในการทำบัญชี รับ-จ่าย ต้นทุน กำไร การยื่นภาษี การขึ้นทะเบียนการค้า
การจดทะเบียนบริษัท ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของผู้ประกอบการทั้งสิ้น เหตุเพราะว่า กฏหมายได้ออกมาอย่างครอบคลุมเพื่อที่จะนำภาษีเข้ารัฐได้อย่างถูกต้อง จะอ้างว่า ไม่รู้ไม่ได้ และส่งผลเสียกับธุรกิจของท่านเป็นอย่างมาก เมื่อถูกตรวจพบจาก สรรพกร ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก หน่วยงานรัฐอื่นๆ เจ้าของธุรกิจสมัยนี้จะประสบปัญหาแบบนี้อยุ่บ่อยครั้ง เนื่องจากขาดความรู้ ความชำนาญในด้านบัญชี การรวบรวมข้อมูล ใบเสร็จรับเงิน หลักฐานการจ่ายเงิน รายการสั่งวัสดุ เอกสารประกอบการยื่นต่างๆ ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก

ครั้นเมื่อ ผู้ประกอบสนใจที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฏหมายเพื่อป้องกันความยุ่งยาก และปัญหาที่จะตามมา แต่ การจ้างพนักงานบัญชีนั้น ย่อมมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ประมาณ 15,000 – 30,000 บาท/เดือน ยังไม่รวม สวัสดิการ โบนัส ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับธุรกิจของท่าน และยังเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น อีกด้วย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะเลือกที่จะบริหารจัดการด้านบัญชีด้วยตนเอง นั่นก็หมายความว่า ท่านเองต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ พอสมควร มิเช่นนั้นความผิดพลาดที่ตามมานั้นอาจกระทบต่อธุรกิจของท่าน

บริษัท เอ็นแอนด์เคแอคเคาท์ติ้ง จำกัด มีความประสงค์ที่จะบริการ ลดความยุ่งยาก ลดปัญหา ให้ธุรกิจของท่าน เรามีบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านบัญชีคอยให้คำปรึกษา แนะนำ ตอบปัญหาให้กับท่าน ด้วยความเต็มใจ และยังลดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานบัญชีโดยตรง บริษัท เอ็นแอนด์เคแอคเคาท์ติ้ง จำกัดเราเน้นบริการ ขึ้นอยู่กับความสะดวก ความพอใจ ของท่านเป็นที่ตั้ง ด้วยความซื่อสัตย์ ความถูกต้อง ตรงไปตรงมา ปรับเปลี่ยน วางแผน อีกทั้ง วางระบบบัญชี ให้กับธุรกิจของท่าน เพื่อง่ายต่อการบริหารธุกิจของท่านอีกด้วย

ด้วยความปารถนาดีจาก www.nandkaccounting.com

ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
facebook.com/nk.acct
line id : @nk-acc

เร่งค้าชายแดน ทำแผนขยายการค้าลงทุนเพื่อนบ้าน

          เร่งค้าชายแดน ทำแผนขยายการค้าลงทุนเพื่อนบ้าน

apiradee

          นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายการทำงานให้กับพาณิชย์ภาค หรือ Mini MOC ที่มีจังหวัดติดชายแดน เพื่อดำเนินการหาลู่ทางในการขยายการค้าและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขยายมูลค่าการค้าชายแดน และการค้าผ่านแดนให้เพิ่มมากขึ้น โดยใช้โอกาสของความเป็นบ้านพี่เมืองน้อง และจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่มีมาอย่างยาวนาน ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการของไทย

          การดำเนินงานที่ผ่านมาของพาณิชย์ภาค ได้เริ่มปรากฏผลงานอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดพาณิชย์ภาค 1 ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มคลัสเตอร์ 3 กลุ่ม 12 จังหวัด คือ กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (อุดรธานี หนองคาย เลย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ) กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร) และกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง (ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด) ได้เริ่มเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและผลักดันการค้าชายแดนแล้ว โดยได้ร่วมกันจัดทำแผนงานในการผลักดันการขยายตัวของธุรกิจในพื้นที่ การเชื่อมโยงการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ระหว่างจังหวัดในกลุ่ม และกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีโครงการที่น่าสนใจ อาทิ โครงการส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวชายแดน โครงการเพิ่มศักยภาพการค้า การลงทุนกลุ่มจังหวัดเชื่อมโยงในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและจีนตอนใต้ การส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เป็นผู้ส่งออกและนำเข้า ซึ่งจะส่งผลให้การค้าชายแดนของกลุ่มจังหวัดในพาณิชย์ภูมิภาค ภาค 1 มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ 12 จังหวัด ซึ่งตั้งอยู่ในพาณิชย์ภาค 1 นั้น ถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ทั้งในการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ โดยเป็นที่ตั้งของตลาดกลางผักและผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของภาค การเป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้า คลังสินค้าทัณฑ์บน และการที่มีทำเลที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีจังหวัดติดกับ สปป.ลาวถึง 5 จังหวัด คือ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม และมุกดาหาร โดยจะใช้ประโยชน์จากการเป็นประตูออกสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านสะพานมิตรภาพ 1 (จังหวัดหนองคาย–เวียงจันทน์) สะพานมิตรภาพ 2 (จังหวัดมุกดาหาร–แขวงสะหวันเขต) และสะพานมิตรภาพ 3 (จังหวัดนครพนม–คำม่วน) ที่จะช่วยในการขนส่งสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้านและเชื่อมต่อไปยังเวียดนามและจีนตอนใต้ ได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากนี้พาณิชย์ภาค 1 ยังได้ทำแผนในการผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าไปใช้ประโยชน์จากเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่มีอยู่ เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในด้านภาษี แรงงาน อัตราค่าเช่าที่ดิน และสิทธิประโยชน์ที่มิใช่ภาษี ซึ่งในพื้นที่พาณิชย์ภาค 1 มีเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย (2 อำเภอ 13 ตำบล) เนื้อที่ 296,042 ไร่ จังหวัดนครพนม (2 อำเภอ 13 ตำบล เนื้อที่ 465,493.75 ไร่ หรือ 744.79 ตารางกิโลเมตร) และจังหวัดมุกดาหาร (3 อำเภอ 11 ตำบล) เนื้อที่ 361,524 ไร่ หรือ 578.5 ตารางกิโลเมตร

ขณะเดียวกันได้ผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเส้นทางคมนาคมขนส่งทางทั้งบก ทางน้ำและทางอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์จากเส้นทางตามลำแม่น้ำโขงในการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงทางเส้นทางทางถนนที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เส้นทางหมายเลข 8, 9, 12 และ 13 และถนนมิตรภาพ (กรุงเทพ–หนองคาย) ซึ่งเป็นเส้นทางหลักภายในประเทศในการขนส่งสินค้าไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

โครงการความร่วมมือระหว่างพาณิชย์ภาค 1 ซึ่งประกอบด้วยหลายจังหวัดที่ติดชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านข้างต้น มีทั้งการพัฒนาให้ความรู้กับผู้ประกอบการในการทำการค้า การลงทุน ทั้งในประเทศ และกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยการใช้ประโยชน์จากเส้นทางโลจิสติกส์ และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งผลการทำงานเหล่านี้ จะช่วยผลักดันให้มูลค่าการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น ตลอดจน จะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้ขยายตัวมากขึ้นตามไปอีกด้วย

 

ที่มา ประชาชาติ

www.nandkaccounting.com