ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีนิติบุคคล

          ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ และหมายความรวมถึงนิติบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้จทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ด้วย ดังนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล มีดังนี้
(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ได้แก่
ก. บริษัท จำกัด
ข. บริษัทมหาชน จำกัด
ค. ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ง. ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน
(2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลในประเทศไทย ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไข ข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
ก. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น เข้ามากระทำกิจการในประเทศไทย (มาตรา 66 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร)
ข. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น กระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย (มาตรา 66 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร)
ค. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น กระทำกิจการอื่นๆรวมทั้งในประเทศไทยและกิจการที่กระทำนั้นเป็นกิจการขนส่งระหว่างประเทศ (มาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร)
ง. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย (มาตรา 70)
จ. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามมาตรา 76 วรรคสอง และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ได้จำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นที่กันไว้จากกำไร หรือถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย
(มาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร)
ฉ. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น มิได้เข้ามาทำกิจการในประเทศไทยโดยตรง หากแต่มีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ ในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย (มาตรา 76 ทวิ)

บริษัทจำกัด
(3) กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้า หรือหากำไร โดย
ก. รัฐบาลต่างประเทศ
ข. องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ
ค. นิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
(4) กิจการร่วมค้า (Joint Venture) ได้แก่ กิจการที่ดำเนินการร่วมกัน เป็นทางค้าหรือหากำไร ระหว่างบุคคลดังต่อไปนี้คือ
ก. บริษัทกับบริษัท
ข. บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ค. ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ง. บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา
จ. บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
ฉ. บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนสามัญ
ช. บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับนิติบุคคลอื่น
(5) มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการ ซึ่งมีรายได้แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิ หรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศ กำหนดให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล
(6) นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

ทำไมต้องจ้างบริษัททำบัญชี

“ทำไม? ต้องจ้างบริษัททำบัญชี”

การประกอบธุรกิจในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมากเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา หากเราลองมองย้อนไป
เมื่อ 15 – 20 ปี ที่แล้วเราจะเห็นได้ว่า การที่ต้องเสียภาษี การที่ต้องจ้างพนักงานบัญชี นั้น มักจะเกิดกับบริษัทใหญ่ๆ หรือ ร้านค้าที่มีสินค้ามากๆ เท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้การประกอบธุรกิจ ได้ถูกปรับเปลี่ยนและแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากช่องทางเปิดกว้าง เครื่องมือทันสมัย ความสะดวกสบาย จนบางครั้งใครๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้

          แต่สิ่งที่ตามมากับธุรกิจปัจจุบัน นั่นก็คือ การละเลยในการทำบัญชี รับ-จ่าย ต้นทุน กำไร การยื่นภาษี การขึ้นทะเบียนการค้า
การจดทะเบียนบริษัท ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของผู้ประกอบการทั้งสิ้น เหตุเพราะว่า กฏหมายได้ออกมาอย่างครอบคลุมเพื่อที่จะนำภาษีเข้ารัฐได้อย่างถูกต้อง จะอ้างว่า ไม่รู้ไม่ได้ และส่งผลเสียกับธุรกิจของท่านเป็นอย่างมาก เมื่อถูกตรวจพบจาก สรรพกร ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก หน่วยงานรัฐอื่นๆ เจ้าของธุรกิจสมัยนี้จะประสบปัญหาแบบนี้อยุ่บ่อยครั้ง เนื่องจากขาดความรู้ ความชำนาญในด้านบัญชี การรวบรวมข้อมูล ใบเสร็จรับเงิน หลักฐานการจ่ายเงิน รายการสั่งวัสดุ เอกสารประกอบการยื่นต่างๆ ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก

ครั้นเมื่อ ผู้ประกอบสนใจที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฏหมายเพื่อป้องกันความยุ่งยาก และปัญหาที่จะตามมา แต่ การจ้างพนักงานบัญชีนั้น ย่อมมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ประมาณ 15,000 – 30,000 บาท/เดือน ยังไม่รวม สวัสดิการ โบนัส ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับธุรกิจของท่าน และยังเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น อีกด้วย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะเลือกที่จะบริหารจัดการด้านบัญชีด้วยตนเอง นั่นก็หมายความว่า ท่านเองต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ พอสมควร มิเช่นนั้นความผิดพลาดที่ตามมานั้นอาจกระทบต่อธุรกิจของท่าน

บริษัท เอ็นแอนด์เคแอคเคาท์ติ้ง จำกัด มีความประสงค์ที่จะบริการ ลดความยุ่งยาก ลดปัญหา ให้ธุรกิจของท่าน เรามีบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านบัญชีคอยให้คำปรึกษา แนะนำ ตอบปัญหาให้กับท่าน ด้วยความเต็มใจ และยังลดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานบัญชีโดยตรง บริษัท เอ็นแอนด์เคแอคเคาท์ติ้ง จำกัดเราเน้นบริการ ขึ้นอยู่กับความสะดวก ความพอใจ ของท่านเป็นที่ตั้ง ด้วยความซื่อสัตย์ ความถูกต้อง ตรงไปตรงมา ปรับเปลี่ยน วางแผน อีกทั้ง วางระบบบัญชี ให้กับธุรกิจของท่าน เพื่อง่ายต่อการบริหารธุกิจของท่านอีกด้วย

ด้วยความปารถนาดีจาก www.nandkaccounting.com

ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
facebook.com/nk.acct
line id : @nk-acc

เร่งค้าชายแดน ทำแผนขยายการค้าลงทุนเพื่อนบ้าน

          เร่งค้าชายแดน ทำแผนขยายการค้าลงทุนเพื่อนบ้าน

apiradee

          นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายการทำงานให้กับพาณิชย์ภาค หรือ Mini MOC ที่มีจังหวัดติดชายแดน เพื่อดำเนินการหาลู่ทางในการขยายการค้าและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขยายมูลค่าการค้าชายแดน และการค้าผ่านแดนให้เพิ่มมากขึ้น โดยใช้โอกาสของความเป็นบ้านพี่เมืองน้อง และจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่มีมาอย่างยาวนาน ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการของไทย

          การดำเนินงานที่ผ่านมาของพาณิชย์ภาค ได้เริ่มปรากฏผลงานอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดพาณิชย์ภาค 1 ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มคลัสเตอร์ 3 กลุ่ม 12 จังหวัด คือ กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (อุดรธานี หนองคาย เลย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ) กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร) และกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง (ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด) ได้เริ่มเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและผลักดันการค้าชายแดนแล้ว โดยได้ร่วมกันจัดทำแผนงานในการผลักดันการขยายตัวของธุรกิจในพื้นที่ การเชื่อมโยงการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ระหว่างจังหวัดในกลุ่ม และกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีโครงการที่น่าสนใจ อาทิ โครงการส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวชายแดน โครงการเพิ่มศักยภาพการค้า การลงทุนกลุ่มจังหวัดเชื่อมโยงในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและจีนตอนใต้ การส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เป็นผู้ส่งออกและนำเข้า ซึ่งจะส่งผลให้การค้าชายแดนของกลุ่มจังหวัดในพาณิชย์ภูมิภาค ภาค 1 มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ 12 จังหวัด ซึ่งตั้งอยู่ในพาณิชย์ภาค 1 นั้น ถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ทั้งในการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ โดยเป็นที่ตั้งของตลาดกลางผักและผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของภาค การเป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้า คลังสินค้าทัณฑ์บน และการที่มีทำเลที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีจังหวัดติดกับ สปป.ลาวถึง 5 จังหวัด คือ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม และมุกดาหาร โดยจะใช้ประโยชน์จากการเป็นประตูออกสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านสะพานมิตรภาพ 1 (จังหวัดหนองคาย–เวียงจันทน์) สะพานมิตรภาพ 2 (จังหวัดมุกดาหาร–แขวงสะหวันเขต) และสะพานมิตรภาพ 3 (จังหวัดนครพนม–คำม่วน) ที่จะช่วยในการขนส่งสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้านและเชื่อมต่อไปยังเวียดนามและจีนตอนใต้ ได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากนี้พาณิชย์ภาค 1 ยังได้ทำแผนในการผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าไปใช้ประโยชน์จากเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่มีอยู่ เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในด้านภาษี แรงงาน อัตราค่าเช่าที่ดิน และสิทธิประโยชน์ที่มิใช่ภาษี ซึ่งในพื้นที่พาณิชย์ภาค 1 มีเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย (2 อำเภอ 13 ตำบล) เนื้อที่ 296,042 ไร่ จังหวัดนครพนม (2 อำเภอ 13 ตำบล เนื้อที่ 465,493.75 ไร่ หรือ 744.79 ตารางกิโลเมตร) และจังหวัดมุกดาหาร (3 อำเภอ 11 ตำบล) เนื้อที่ 361,524 ไร่ หรือ 578.5 ตารางกิโลเมตร

ขณะเดียวกันได้ผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเส้นทางคมนาคมขนส่งทางทั้งบก ทางน้ำและทางอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์จากเส้นทางตามลำแม่น้ำโขงในการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงทางเส้นทางทางถนนที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เส้นทางหมายเลข 8, 9, 12 และ 13 และถนนมิตรภาพ (กรุงเทพ–หนองคาย) ซึ่งเป็นเส้นทางหลักภายในประเทศในการขนส่งสินค้าไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

โครงการความร่วมมือระหว่างพาณิชย์ภาค 1 ซึ่งประกอบด้วยหลายจังหวัดที่ติดชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านข้างต้น มีทั้งการพัฒนาให้ความรู้กับผู้ประกอบการในการทำการค้า การลงทุน ทั้งในประเทศ และกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยการใช้ประโยชน์จากเส้นทางโลจิสติกส์ และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งผลการทำงานเหล่านี้ จะช่วยผลักดันให้มูลค่าการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น ตลอดจน จะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้ขยายตัวมากขึ้นตามไปอีกด้วย

 

ที่มา ประชาชาติ

www.nandkaccounting.com

ส่งออกส่อวิกฤต

ส่งออกส่อวิกฤต

          #ส่งออกไทยในฐานะหัวจักรตัวใหญ่สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะโตต่ำไปอีกนานเท่าไร เป็นคำถามใหญ่ที่ใคร ๆ ก็ถาม แต่คำตอบคืออะไรยังเป็นสิ่งที่คนในแวดวงเศรษฐกิจมหภาค คนทำการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงข้าราชการในกระทรวงพาณิชย์และทีมเศรษฐกิจรัฐบาลก็ยังไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจนได้

          แต่ตัวเลขที่เห็นชัดคือมูลค่าส่งออกไทยเติบโตต่ำลงเรื่อยๆ ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จากช่วงปี 2544-2550 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 14.9% ก็ค่อย ๆ ลดลงมาโตเฉลี่ยปีละ 7% ในช่วงปี 2550-2554 กระทั่ง 5 ปีหลังมานี้ (ปี 2554-2558) ขยายตัวเฉลี่ยเพียงปีละ 1.9% เท่านั้น

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากตลาดการค้าโลกชะลอตัวเท่านั้น แต่กำลังบ่งชี้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ “กดทับ” การส่งออกไทยให้ “โตต่ำ” ต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้“สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์” ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงได้นำเสนองานวิจัยในชุด “เศรษฐศาสตร์เข้าท่า ฉบับที่ 16 เรื่อง จุลทรรศน์ภาคส่งออกไทย : ส่งออกยุคผลัดใบ เลือดใหม่เร่งขับเคลื่อน” ต่อจาก “เศรษฐศาสตร์เข้าท่า ฉบับที่ 11 เรื่อง จุลทรรศน์ภาคส่งออกไทย : 5 ข้อเท็จจริงจากข้อมูลการส่งสินค้า 500 ล้านรายการ”

5 ข้อเท็จจริงส่งออกไทย

#ทีมวิจัยที่นำโดย “ดร.ปิติ ดิษยทัต”, “ทศพล อภัยทาน” และ “ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์” ได้นำข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของกรมศุลกากรในช่วงปี 2544-2558 กว่า 500 ล้านรายการมาวิเคราะห์โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของไทย ซึ่งได้ข้อสรุปออกมาเป็น 5 ข้อเท็จจริง คือ 1) ภาคส่งออกไทยกระจุกตัวในระดับสูงมาก โดยข้อมูลในปี 2558 พบว่า ผู้ส่งออกรายใหญ่เพียง 5% มีสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 88% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งการกระจุกตัวที่สูงสะท้อนความเปราะบางของภาคส่งออก เพราะหากมีเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงที่เกิดกับผู้เล่นรายใหญ่บางราย สินค้าสำคัญบางรายการ หรือตลาดหลักบางแห่ง ก็จะสามารถส่งผลสะเทือนต่อการส่งออกโดยรวมได้โดยง่าย

แล้วหากมองในมิติของสินค้าและตลาดพร้อมกัน ยังพบว่า ผู้ส่งออกส่วนมากขาดความหลากหลายของสินค้าและตลาด โดย 33% ของจำนวนผู้ส่งออกทั้งหมด ส่งออกสินค้าเพียงชนิดเดียวไปยังตลาดเดียวเท่านั้น และมีสัดส่วนมูลค่าส่งออกเพียง 19% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ขณะที่ผู้ส่งออกที่มีความหลากหลายคือมีสินค้ามากกว่า 30 ชนิด ขายในตลาดมากกว่า 30 แห่ง ที่มีจำนวนเพียง 0.8% แต่มีสัดส่วนมูลค่าส่งออกสูงถึง 38.7% สะท้อนว่าส่งออกไทยถูกขับเคลื่อนโดยผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย ซึ่งมีกิจกรรมการส่งออกมากกว่าผู้เล่นรายเล็กที่มีจำนวนมากกว่า

“ทศพล อภัยทาน”
หนึ่งในทีมนักวิจัย เปิดเผยว่า จำนวนผู้ส่งออกรายใหญ่ 5% ที่ครอบครองมูลค่าการส่งออกสูงถึง 88% นั้น กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้ามากที่สุด รองลงมาได้แก่ ยางและเคมีภัณฑ์ และยานยนต์

ส่วนข้อเท็จจริงที่ 2) พบว่า ธุรกิจไทยกว่า 4 แสนราย มีเพียง 12.2% เท่านั้นที่มีการค้าขายระหว่างประเทศ และมีเพียง 5.7% ที่ทำธุรกิจส่งออก ซึ่งยิ่งตอกย้ำภาพการกระจุกตัวของภาคส่งออก 3) บริษัทส่งออกมีคุณสมบัติและศักยภาพเหนือบริษัทอื่น เนื่องจากมีขนาดใหญ่กว่าเมื่อพิจารณาในแง่รายได้ มีผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) สูงกว่า มีการกู้ยืมมากกว่า และมีประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์มากกว่า ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ส่งออกที่เก่งไม่ใช่เพราะทำส่งออก แต่เพราะเก่งจึงสามารถทำส่งออกได้

4) ภาคส่งออกมีการหมุนเวียนของผู้เล่นสูง โดยพบว่า ปีหนึ่ง ๆ จะมีผู้ส่งออกหน้าใหม่เข้ามาในสนาม 37% และยังพบด้วยว่า ในปีถัดไปจะมีผู้ส่งออกในปริมาณที่ใกล้เคียงกันหายไปจากธุรกิจ ซึ่งผู้เล่นที่หมุนเวียนในแต่ละปีล้วนเป็นรายเล็กที่มีสัดส่วนในมูลค่าส่งออกน้อยมาก และ 5) อัตราการอยู่รอดของผู้ส่งออกหน้าใหม่ต่ำ โดยพบว่า 63% ของผู้เล่นหน้าใหม่จะหายไปจากสนามภายในปีแรก และโอกาสรอดในปีถัด ๆ ไปจะยิ่งลดลง โดยมีโอกาสรอดอยู่ถึง 5 ปีเพียง 14% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากอยู่รอดเกิน 5 ปีได้ ก็มีแนวโน้มที่จะออกจากตลาดค่อนข้างน้อยลง หรืออาจกล่าวได้ว่า 5 ปีคือระยะเวลาทดสอบความแกร่งของผู้ส่งออกหน้าใหม่

#ส่งออกยุคผลัดใบ เลือดใหม่ขับเคลื่อน

แม้ภาพรวมการเติบโตของมูลค่าส่งออกในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา (2544-2558) ขับเคลื่อนด้วยผู้ส่งออกหน้าเก่า โดยมีผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามาเป็นส่วนเสริม แต่ในงานวิจัยซีรีส์ล่าสุด เรื่อง “ส่งออกยุคผลัดใบ เลือดใหม่เร่งขับเคลื่อน”ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2554-2558) ผู้เล่นเดิมในตลาดอ่อนแรงลงค่อนข้างมาก และการส่งออกเติบโตมาจากผู้เล่นหน้าใหม่ (ดูกราฟประกอบ)

โดยผู้ส่งออกรายใหม่มีการเติบโตของมูลค่าการส่งออกในทุกตลาดได้ถึง 2.4% ขณะที่ผู้ส่งออกเดิมกลับฉุดรั้งมูลค่าส่งออกให้ -0.5% สะท้อนความยากลำบากในการปรับตัวของผู้เล่นรายเดิมที่ต้องเผชิญการถดถอยของการส่งออกสินค้าเดิมในตลาดเดิม จนอาจกล่าวได้ว่า ผู้ประกอบการเดิมที่เคยเป็นกำลังหลัก ไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเติบโตของการส่งออกอย่างในอดีตและภาคส่งออกไทยกำลังฝากอนาคตไว้กับผู้เล่นหน้าใหม่จนอาจเรียกว่าเป็น“ยุคผลัดใบ”

ดังนั้นการอยู่รอดของผู้ส่งออกหน้าใหม่และพัฒนาการของผู้ประกอบการเหล่านี้ จึงถือเป็น กุญแจสำคัญของการเติบโตภาคส่งออกไทยในอนาคต และนโยบายที่เกี่ยวข้องต้องเอื้อให้ผู้เล่นหน้าใหม่อย่างเหมาะสม หรือสามารถขยายขอบเขตของผู้ส่งออกเดิมได้อย่างเหมาะสม แม้จะเป็นตลาดที่อยู่ตัวแล้วก็ตาม เพราะบทเรียนสำคัญคือ หากประเทศไทยยังพะวงอยู่กับฐานการส่งออกเดิม ๆ ก็คงไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเป็นแน่

#จับตาการหมุนเวียนของผู้ประกอบการ

อีกทั้งคณะผู้วิจัยยังได้วิเคราะห์การหมุนเวียนของผู้ส่งออกอย่างละเอียดซึ่งพบว่าหากแบ่งกลุ่มประเทศคู่ค้าเป็น10กลุ่มหลักพบว่าในช่วงปี 2554-2558 ตลาดที่มีการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ ออสเตรเลีย สหรัฐ ซึ่งมาจากแรงขับเคลื่อนของผู้ส่งออกรายเดิมที่อยู่รอด ที่ทำให้การส่งออกรวมในทั้ง 2 ตลาดเติบโต 9.3% และ 5.6% ตามลำดับ

แต่หากมองไปยังตลาดอื่น ๆ กลับพบว่า ผู้ส่งออกหน้าใหม่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นที่ช่วยพยุงไม่ให้การส่งออกหดตัวมากนัก โดยเฉพาะในตลาดจีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และประเทศอื่น ๆ ที่การส่งออกโดยผู้ส่งออกรายเดิมหดตัว -3.4%, -3.6%, -2.9% และ -1.8% ตามลำดับ แต่ในตลาดเดียวกัน ผู้ส่งออกรายใหม่สามารถขยายตัวได้ 3.6%, 2%, 2.9% และ 1.9% ตามลำดับ

อีกทั้งเมื่อวิเคราะห์การเติบโตเฉลี่ยตามประเภทของสินค้า ซึ่งแบ่งเป็น 10 กลุ่มหลักพบว่า การส่งออกในหมวดยานยนต์ หมวดเบ็ดเตล็ด มีการเติบโตอย่างโดดเด่น 13.1% และ 8.7% ตามลำดับ และมีผู้ส่งออกรายเดิมที่ยังคงอยู่ในธุรกิจเป็นกำลังสำคัญ โดยใน 2 หมวดนี้มีผู้ส่งออกรายเดิมที่ยังคงอยู่ (stay) 1,380 ราย และ 3,257 ราย จากผู้เล่นทั้งหมด 4,272 ราย และ 9,394 ราย ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับสินค้าประเภทอื่น ๆ กลับพบว่า การขยายตัวของการส่งออกมีผู้ส่งออกหน้าใหม่เป็นกำลังสำคัญ โดยเฉพาะในหมวดผลิตภัณฑ์เกษตร หมวดผลิตภัณฑ์ไม้และหนัง และหมวดโลหะและวัสดุภัณฑ์ ที่เติบโต 4.8%, 5.0% และ 2.9% ขณะที่มูลค่าการส่งออกของผู้ส่งออกรายเดิมกลับหดตัว -4.9%, -0.7% และ -1.7% ตามลำดับ

ขณะเดียวกันยังพบว่า ในหมวดสินค้าเสื้อผ้าและสิ่งทอ หมวดสินค้าโลหะและวัสดุภัณฑ์ หมวดเบ็ดเตล็ด มีผู้ส่งออกรายเดิมออกจากตลาด (exit) มากเป็นอันดับต้น ๆ

ข้อมูลเหล่านี้จึงทำให้เห็นถึงบทบาทของการหมุนเวียนของผู้ประกอบการที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการส่งออกโดยรวมซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งที่ควรคำนึงถึงในการ”วัดชีพจร”ของภาคส่งออกและเป็นสิ่งที่ทีมนักวิจัยฝากไว้

ที่มา ประชาชาติ

https://line.me/R/ti/p/%40nk-acc

fb.me/nk.acct

วิธีเลี่ยงภาษี มีจริงหรือ???

Tax Avoid

ก่อนอื่น ต้องขออธิบายก่อนว่า การเลี่ยงภาษี นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และผิดกฏหมาย อีกทั้ง ยังเป็นบ่อนทำลายชาติอีกด้วย เนื่องจากรายได้หลักของประเทศนั้น มาจากคำว่า “ภาษี” นี่แหละ ภาครัฐจะนำรายได้ที่มาจากการเสียภาษีของประชาชนมาพัฒนาประเทศและสิ่งอำนวยความสะดวกย้อนคืนสู่ประชาชนในรูปแบบต่างๆ แต่ บุคคล ร้านค้า บริษัท ฯลฯ ที่ไม่ชำระภาษี หรือ หลีกเลี่ยงภาษีนั้น มักจะมีอยู่เสมอ ทุกยุคทุกสมัย การเลี่ยงภาษีนั้น แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ใหญ่ๆ คือ “เจตนา” กับ “ไม่เจตนา

  1. การเลี่ยงภาษีโดย เจตนา นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำโดยสิ้นเชิง อาจจะสันนิฐานได้ว่า ธุรกิจที่คุณประกอบการอยู่นั้น มีความไม่ถูกต้อง ปกปิด ซ่อนเร้น อำพราง หรือ เพื่อการใดการหนึ่ง ซึ่งการเลี่ยงภาษีโดยเจตนานั้น มักจะทำได้ ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ตลอดไป และต้องถูกตรวจพบเจอในที่สุด กรณีนี้ ทางเราไม่สนับสนุนในการแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว สิ่งเดียวที่แก้ได้คือ ติดต่อสรรพกร ด้วยตัวเองเพื่อแสดงเจตนาที่บริสุทธิ์ และดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง ตามที่สรรพกร กำหนด

2. การเลี่ยงภาษีโดย ไม่เจตนา นั้น อาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น ความไม่รู้ ขาดประสบการณ์ เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ ไม่มีทีมงาน             บัญชี และ สภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอย่างหลังนี้ เราพบเจอบ่อยมาก  เนื่องจากรายได้ที่ไม่สมดุล และ ภาวะการขาดทุนสะสม จน               เกิดความกังวล และเกิดเป็นปัญหาเรื้อรัง ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อมีการ ชำระภาษีเกิดขึ้น “ค่าปรับ” ย่อมเป็นสิ่งที่น่ากลัว

ยกตัวอย่าง

ลูกค้าท่านนึง ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิก ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งขออนุญาตไม่เปิดเผย ลูกค้าท่านนี้ เป็นชาวต่างชาติ ที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย สองปีแรก รายได้เป็นที่น่าพอใจ ต่อมา ประสบปัญหา เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ และทางห้างสรรพสินค้ามีการต่อเติม (innovate) จึงทำให้ลูกค้าได้รับความไม่สะดวกได้การซื้อสินค้า และยอดขายหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด และได้ขาดการยื่นภาษี เป็นเวลาหลายปี จนกระทั่ง ถูกตรวจพบโดยสรรพกรพื้นที่ และสิ่งที่ตามมาก็คือ “ค่าปรับ” ซึ่งเป็นจำนวนเงินมิใช่น้อย แต่เคสนี้ บริษัทเราได้ทราบถึงรายละเอียด และเจตนาที่ดีในการที่จะประกอบธุรกิจในประเทศต่อไป จึงได้ให้คำปรึกษาและเสนอแนะ นำมาซึ่งทางออก พร้อมทั้งวางระบบบัญชีใหม่ทั้งหมด จนเป็นที่พอใจ และปัจจุบัน ลูกค้าท่านนี้
ก็คงยังประกอบธุรกิจอยู่

ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้ มีด้วยกันหลายวิธี ขึ้นอยู่กับว่า เจตนา หรือ ไม่เจตนา และความร่วมมือของผู้ประกอบการเอง

 

ด้วยความปารถนาดี : nandkaccounting.com

ความหมายของบริษัทจำกัด

บริษัทจำกัด

บริษัทจำกัด

     บริษัทจำกัด คือ การที่บุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปร่วมกันทำกิจการโดยมี
วัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรจากการดำเนินกิจการนั้นมาแบ่งปันกัน โดยบริษัท
จำกัด จะแบ่งทุนออกเป็นหุ้น มูลค่าหุ้นละเท่าๆ กัน ผู้ลงทุนในบริษัท เรียกว่า
“ผู้ถือหุ้น” โดยผู้ถือหุ้นรับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้น
ที่ตนถือ เมื่อจดทะเบียนบริษัทจำกัดแล้ว จะมีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย
แยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น และได้รับเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ซึ่งจะถูกใช้
เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของกรมสรรพากรด้วย
สำหรับชื่อบริษัท ถ้าจะนำชื่อไปใช้ในดวงตรา ป้ายชื่อ หนังสือ จดหมาย
หรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทต้องใช้คำว่า “บริษัท” ไว้หน้าชื่อ
และ “จำกัด” ไว้ท้ายชื่อด้วย ถ้าเป็นอักษรต่างประเทศต้องใช้คำซึ่งมีความหมายว่า
“บริษัทจำกัด” ประกอบชื่อ เช่น ถ้าใช้ชื่อเป็นอักษรภาษาอังกฤษต้องใช้คำว่า
“Company Limited” หรือ “Co., Ltd.” หรือ “Limited” หรือ “Ltd.”
ประกอบชื่อ เป็นต้นบริษัทจำกัด คือ การที่บุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปร่วมกันทำกิจการโดยมี
วัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรจากการดำเนินกิจการนั้นมาแบ่งปันกัน โดยบริษัท
จำกัด จะแบ่งทุนออกเป็นหุ้น มูลค่าหุ้นละเท่าๆ กัน ผู้ลงทุนในบริษัท เรียกว่า
“ผู้ถือหุ้น” โดยผู้ถือหุ้นรับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้น
ที่ตนถือ เมื่อจดทะเบียนบริษัทจำกัดแล้ว จะมีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย
แยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น และได้รับเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ซึ่งจะถูกใช้
เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของกรมสรรพากรด้วย
สำหรับชื่อบริษัท ถ้าจะนำชื่อไปใช้ในดวงตรา ป้ายชื่อ หนังสือ จดหมาย
หรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทต้องใช้คำว่า “บริษัท” ไว้หน้าชื่อ
และ “จำกัด” ไว้ท้ายชื่อด้วย ถ้าเป็นอักษรต่างประเทศต้องใช้คำซึ่งมีความหมายว่า
“บริษัทจำกัด” ประกอบชื่อ เช่น ถ้าใช้ชื่อเป็นอักษรภาษาอังกฤษต้องใช้คำว่า
“Company Limited” หรือ “Co., Ltd.” หรือ “Limited” หรือ “Ltd.”
ประกอบชื่อ เป็นต้น…

บริการรับทำบัญชี

          บริการรับทำบัญชี จดทะเบียนธุรกิจ  บริษัท เอ็นแอนด์เคแอคเคาท์ติ้ง จำกัด  ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนบุคคล
ห้างหุ้นส่วนสามัญ ปรึกษา แนะนำ วางแผนภาษี

บริการรับทำบัญชี

                บริการรับทำบัญชี จดทะเบียน  /วางระบบบัญชีเพื่อธุรกิจSMEs ห้างหุ้นส่วน  บริการที่รวดเร็ว มุ่งเน้นคุณภาพของงานเป็นหลัก ด้วยราคาที่ย่อมเยา ทีมงานมืออาชีพ มีบริการเสริมอื่นๆ เช่น เข้าพบสรรพากรณ์แทนลูกค้า ยื่นประกันสังคม ยื่นภาษี ปิดบัญชี จัดทำงบการเงิน เป็นต้น บริการทำบัญชี รายเดือน / รายปี / ปิดงบ / จัดทำงบ / ยื่่นงบการเงินประจำปี ให้คำปรึกษาฟรี

ไม่ต้องปวดหัวปัญหาพนักงานบัญชีลาออกหรือต้องฝึกอบรมพนักงาน

 

ท่านได้มืออาชีพด้านบัญชีที่เชื่อมั่นได้

 

ประหยัดต้นทุนไม่ต้องจ้างพนักงานบัญชี ประหยัดเนื้อที่ออฟฟิศ

 

เพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจท่าน

 

ปรึกษาปัญหาบัญชีและภาษี ฟรี

 

เราจัดการปัญหาด้านสรรพากร ฟรี(ไม่รวมค่าเดินทาง)

 

เราใส่ใจธุรกิจของท่าน

 

เพราะเราคือทีมงานมืออาชีพรับทำบัญชี จดทะเบียนธุรกิจ